⚡️ 1. บทนำ
คำถามที่ว่ามนุษย์มีเจตจำนงเสรี (free will) ในชีวิตตนหรือถูกกำหนดมาอย่างตายตัวตามแนวคิดแบบนิยัตินิยม (determinism) ยังคงเป็นข้อถกเถียงทางปรัชญา1 กระนั้น ความเป็นจริงเชิงประจักษ์ตามการรับรู้ของเราในฐานะปัจเจกผู้ประกอบกันเป็นสังคมมนุษย์นี้ ได้ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าว่าชีวิตมนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายได้ตั้งแต่วันแรกของชีวิตไปจนถึงวันสุดท้าย โดยที่สถานภาพการถือกำเนิดเกิดขึ้นเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดเส้นทางตลอดชีวิตของพวกเราแต่ละคน ทำให้การตัดสินใจภายใต้เจตจำนงของมนุษย์อยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของสถานภาพการเกิดนั้นอีกทีหนึ่ง ในปัจจุบันที่ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาตั้งแต่ในสังคมระดับเล็กไปจนถึงระดับมนุษยชาติเช่นนี้ ความแตกต่างหลากหลายนั้นช่างห่างชั้นได้สุดจินตนาการระหว่างมนุษย์แต่ละคนในแต่ละสังคมและระหว่างแต่ละสังคม หมายความว่าบางคนอาจมีทรัพยากรในมิติต่างๆอย่างเหลือเฟือตลอดชีวิต ขณะที่บางคนไม่สามารถเข้าถึงแม้ทรัพยากรสำหรับดำรงชีพและโอกาสพัฒนาตนขั้นพื้นฐาน2 แม้ว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมควรจะพาให้มนุษย์คิดค้นพัฒนากลไกที่จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรและการอยู่ร่วมกันนี้ให้นำไปสู่สภาวะที่ทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่กลไกนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นโดยประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลายในสังคมมนุษย์ของเรา ทำให้การถือกำเนิดของมนุษย์ในหลายกรณียังเปราะบางต่อแนวโน้มที่จะมีตลอดทั้งชีวิตที่ไม่ได้คุณภาพ
การได้ศึกษาด้านนิติเศรษฐศาสตร์ (economics of law) ในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมาย ได้ชวนให้ขบคิดเกี่ยวกับการสร้างกลไกกำกับสังคมมนุษย์ที่สมาชิกแต่ละคนส่งผลกระทบถึงกันได้ในทุกเรื่อง โดยมุ่งเป้าที่ปัจจัยกำกับพฤติกรรมและความรับผิดชอบด้วยการจัดวางกฎกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม กลไกลักษณะนี้สามารถเป็นความหวังของการแก้ไขปัญหาใหญ่ระดับชีวิตของมนุษยชาติ อันได้แก่การถือกำเนิดขึ้นโดยที่ปัจเจกเจ้าของชีวิตใหม่ไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ แต่กลับต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจภายใต้อำนาจกระทำการ (agency) ของมนุษย์ผู้มีความสามารถทางกายภาพในการสืบพันธุ์ การออกแบบชุดกลไกดังกล่าวนี้ผ่านการจัดวางเชิงสถาบันในสังคมจะสามารถสร้างแนวโน้มสูงสุดที่สมาชิกใหม่ผู้ถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้นๆจะสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพได้อย่างมั่นคง อันจะนำไปสู่การสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อมาร่วมกันพัฒนาสังคมนั้นต่อไป กลายเป็นวงจรแห่งการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของมนุษยชาติ ตลอดจนรับประกันโอกาสการเกิดมามีชีวิตที่ดีของชนรุ่นหลังสืบไป เช่นนี้จำเป็นต้องมีกลไกกลางของสังคมที่มุ่งสร้างความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตใหม่ทั้งในระดับสังคมที่มนุษย์อยู่ร่วมกันและระดับปัจเจกบุคคลผู้สืบพันธุ์ ซึ่งองค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบได้
ด้วยการยึดฐานคิดเรื่องจริยธรรมการให้กำเนิดมนุษย์อย่างมีคุณภาพเพื่อแก้ปัญหาการส่งต่อชีวิตด้อยคุณภาพจากรุ่นสู่รุ่น การพิเคราะห์และพัฒนาแนวทางแก้ไขผ่านกรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์ในที่นี้แบ่งเป็นสองระดับ ประกอบด้วย 1) ความรับผิดชอบระดับสังคมในการบริหารจัดการทรัพยากรของสังคมให้เกิดระบบรองรับโอกาสและคุณภาพชีวิตในขั้นพื้นฐานของสมาชิกตลอดชีพ และ 2) ความรับผิดชอบระดับปัจเจกของผู้สืบพันธุ์สร้างชีวิตในการส่งเสริมการเสริมสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอข้อเสนอเรื่องกลไกกลางของสังคมที่จะเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษยชาติในวงจรแห่งความก้าวหน้าที่ยั่งยืน
2. ความรับผิดชอบในการสร้างชีวิต
ด้วยการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ (responsibility) โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านแรงจูงใจทั้งก่อนและหลังจากการกำหนดกฎหมายในฐานะกลไกกำกับดูแล ประกอบกับความพยายามในการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำการของบุคคลใดๆต่อสมาชิกรายอื่นในสังคมด้วยการเกลี่ยผลกระทบให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อความเป็นธรรม กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้พิจารณาเรื่องการพัฒนากลไกเพื่อกำกับความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตได้เป็นอย่างดี
ในที่นี้ ฐานคิดสำคัญอันเป็นเป้าหมายของการออกแบบกลไกดังกล่าวมีแก่นหลักคือปณิธานต่อสังคมมนุษย์ของผู้เขียน ซึ่งหมายถึงภาพบทบาทของรัฐที่ผู้เขียนเห็นว่าควรจะเป็นในการจัดการกับประเด็นการสร้างชีวิตเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี คือการที่รัฐต้องทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกกระจายทรัพยากรและกำกับดูแลเพื่อรับรองความพร้อมในการมุ่งพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของสมาชิกในสังคม ประกอบกับต้องกำหนดกลไกกำกับดูแลเกี่ยวกับการสร้างชีวิตเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับปัจเจกผู้สืบพันธุ์สร้างชีวิตในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของบุตรผู้ถูกทำให้ถือกำเนิดขึ้น เช่นนี้สามารถสรุปได้ดังแผนภาพในภาพ 1 เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องวงจรมนุษย์พัฒนา ซึ่งผู้เขียนปรับปรุงต่อยอดจากแนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยาเรื่องลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) ของ Maslow3 ซึ่งอธิบายลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์และแสดงในรูปแบบพีระมิดห้าชั้น เรียงจากความต้องการในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานข้างล่างสุดขึ้นไปสู่ความต้องการในขั้นที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากขึ้น สำหรับแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนานี้ เกิดจากการเล็งเห็นว่ามนุษย์สามารถออกแบบเป้าหมายในชีวิตของตนจากโอกาสการเลือกเส้นทางการพัฒนาตนเองเมื่อได้รับการรองรับความต้องการขั้นพื้นฐานพร้อมการส่งเสริมการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการจัดสรรความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตทั้งระดับสังคมและระดับปัจเจกผ่านรัฐในฐานะกลไกกลาง

ภาพ 1: แผนภาพวงจรมนุษย์พัฒนา (Cycle of Human Development)
ทั้งนี้ แนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนานี้เป็นเพียงภาพอุดมคติที่จำเป็นต้องมีการสอดประสานระดับสังคมเพื่อให้มีแนวโน้มเกิดขึ้นหรืออย่างน้อยให้เป็นไปในทิศทางดังกล่าวได้มากที่สุด ในแง่นี้องค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากลไกกลางที่จะทำให้เกิดการทำงานของรัฐในการเสริมสร้างวงจรมนุษย์พัฒนานี้ ซึ่งต้องมีการแบ่งสรรความรับผิดชอบระดับสังคมและปัจเจกในการสร้างชีวิตโดยใช้กฎหมายในฐานะกลไกกลางนั้น4 โดยในที่นี้จะอธิบายในรายละเอียดทีละระดับผ่านกรอบความสัมพันธ์แบบสัญญา (contractual relationship) ที่มุ่งเน้นเรื่องความรับผิดชอบ เริ่มจาก 1) ความรับผิดชอบระดับสังคม ในการรองรับขั้นพื้นฐาน แล้วจึงตามด้วย 2) ความรับผิดชอบระดับปัจเจก ในการส่งเสริมผลักดันการมุ่งสู่ยอดในวงจรมนุษย์พัฒนา
2.1 ความรับผิดชอบระดับสังคม: กระจายทรัพยากร วางกฎกติกา มุ่งรับประกันชีวิตเปี่ยมคุณภาพของสมาชิก
รองรับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมโอกาสการพัฒนา กำกับการไม่ละเมิดกัน คุ้มครองสวัสดิภาพตลอดชีพ
ขณะที่การศึกษาในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมายนี้เผยให้เห็นบทบาทของกฎหมายว่าด้วยสัญญา (contract law) ในการกำกับความรับผิดชอบในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีการตกลงกันซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนต่อไป การพิจารณาความสัมพันธ์ดังกล่าวในระดับสังคมผ่านกรอบของนิติเศรษฐศาสตร์นี้ชวนให้ขบคิดถึงประเด็นทางปรัชญาการเมืองเรื่องสัญญาประชาคม (social contract) และแนวคิดพันธสัญญานิยม (contractarianism)5 ซึ่งเน้นย้ำเรื่องข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์เป็นสังคม โดยชี้ว่าปัจเจกต้องสละเสรีภาพบางประการเพื่อความผาสุกในการอยู่ร่วมกันในสังคม ในแง่ของความรับผิดชอบระดับสังคมในการสร้างชีวิต แนวคิดสัญญาประชาคมสามารถนำมาประยุกต์ผ่านกรอบนิติเศรษฐศาสตร์ในการสร้างกลไกกำกับดูแลที่จะเอื้อต่อการรับประกันชีวิตที่มีคุณภาพตลอดชีพของสมาชิกใหม่ โดยในที่นี้เห็นว่าจำเป็นต้องครอบคลุมสองมิติสำคัญ ประกอบด้วย
1) การกระจายทรัพยากรของสังคม: เพื่อรองรับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานและการส่งเสริมโอกาสการพัฒนาศักยภาพ
2) การจัดวางกฎกติกาของสังคม: เพื่อกำกับมิให้สมาชิกในสังคมละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน และให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพแก่สมาชิกตลอดชีพ

ภาพ 2: ผังสัญญาประชาคมบนฐานคิดเรื่องความรับผิดชอบระดับสังคมในการรองรับชีวิตใหม่
เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และโอกาสการพัฒนา
เกิดขึ้นได้ด้วยการจัดสรรทรัพยากรและกฎกติกาของสังคม
สองมิตินี้ประกอบกันแล้วจะเป็นการวางสองฐานล่างของวงจรมนุษย์พัฒนาพร้อมตั้งแกนสำหรับการมุ่งสู่ยอดในการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของสมาชิกแต่ละรายในสังคม อันจะเป็นสัญญาประชาคมใหม่ของสังคมนั้นๆ (ดูภาพ 2) และจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างกลไกแรงจูงใจกำกับความรับผิดชอบระดับปัจเจกที่จะอธิบายในส่วนหลังจากนี้ อย่างไรก็ดี การที่รัฐจะทำหน้าที่เช่นนี้ได้จำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากสมาชิกโดยรวมในสังคมด้วย ในแง่นี้จึงจะใช้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์ในการพิจารณาไม่เพียงแต่บทบาทของรัฐเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำให้เกิดฉันทามติของสังคมในการเห็นชอบอนุมัติให้รัฐดำเนินบทบาทเช่นนั้น ด้วยการประสานผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกในสังคมบนฐานของการเล็งเห็นผลประโยชน์ร่วมกัน ดังต่อไปนี้
2.1.1 กระจายทรัพยากรสังคม: รองรับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมโอกาสพัฒนาศักยภาพ
ประการแรก การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมในระบบรัฐ (state) สามารถนำไปสู่การจัดวางกลไกการจัดสรรทรัพยากรในสังคมในลักษณะที่ลดการกระจุกตัวของทรัพยากรในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยการกระจายสู่สมาชิกโดยรวมของสังคมในรูปแบบของปัจจัยรองรับคุณภาพชีวิตในขั้นพื้นฐาน แนวคิดและแนวปฏิบัติของระบบการกระจายทรัพยากรดังกล่าวนี้ปรากฏในหลักการเรื่องรัฐสวัสดิการ (welfares state) ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่างแต่ละกรณีที่มีการนำมาปฏิบัติในโลกปัจจุบัน6
ในแง่นี้หากระบบรัฐสวัสดิการออกแบบโดยมีฐานคิดเป็นสัญญาประชาคมที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบของทั้งสังคมในการสร้างสภาพที่เอื้อต่อการบรรลุศักยภาพสูงสุดตลอดชีพของสมาชิก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับสวัสดิการรองรับชีวิตใหม่ ก็จะสามารถเกิดระบบการจัดสรรกระจายทรัพยากรของสังคมที่ช่วยวางฐานของวงจรมนุษย์พัฒนาด้วยระบบสวัสดิการที่เสริมสร้างสุขภาวะขั้นพื้นฐานตั้งแต่เกิด ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตที่ดีทางกายภาพและความมั่นคงในชีวิต ประกอบกับการตั้งแกนสำหรับการพัฒนาเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุด ด้วยระบบการศึกษาคุณภาพสูงที่รัฐสามารถจัดสรรให้เป็นทางเลือกพื้นฐานสำหรับสมาชิกในสังคม ซึ่งต้องเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะอื่นๆที่สำคัญอย่างเปิดกว้างพร้อมโอกาสในการต่อยอดทักษะเฉพาะทางอย่างเสรีตามเส้นทางที่แต่ละคนเลือก
เช่นนี้ระบบรัฐสวัสดิการที่เหมาะสมจะสะท้อนความรับผิดชอบระดับสังคมที่สามารถทำงานอย่างสอดประสานกับความรับผิดชอบระดับปัจเจกในการสร้างชีวิตใหม่ที่จะอธิบายหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่เป็นกลไกเช่นนี้ของรัฐในแง่หนึ่งคือการเป็นกลไกการกระจายทรัพยากรของสังคมใหม่ (redistribution) ซึ่งต้องทำอย่างครบวงจรตั้งแต่การวางระบบรัฐสวัสดิการที่มีเป้าหมายดังที่ได้อธิบาย การดึงทรัพยากรที่กระจุกตัวผ่านกลไกอย่างเช่นระบบภาษีอัตราก้าวหน้า ไปจนถึงขั้นการนำไปกระจายผ่านระบบที่วางไว้ ดังแสดงในภาพที่ 37 เช่นนี้ย่อมมีผู้เสียประโยชน์และได้ประโยชน์ไม่เท่ากันหากคิดจากจุดตั้งต้นก่อนมีการใช้กลไกดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับหลังจากใช้กลไกดังกล่าวทันที ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อาจมีสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคมไม่เห็นชอบให้รัฐทำหน้าที่เป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรในลักษณะที่จะเอื้อต่อการบรรลุศักยภาพสูงสุดของสมาชิกอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีการประสานผลประโยชน์ให้เกิดฉันทามติด้วย ข้อเสนออันเป็นเป้าหมายในอุดมคตินี้จึงจะเกิดขึ้นได้จริงในฐานะสัญญาประชาคมของสังคม

ภาพ 3: แผนภาพแสดงการกระจายใหม่ของทรัพยากร โดยใช้ระบบอัตราก้าวหน้าตามแนวคิดรัฐ
ซึ่งสัดส่วนการร่วมจ่ายเพิ่มตามระดับทรัพยากรตั้งต้น
เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละกลุ่มในสังคมซึ่งจะกำหนดความสำเร็จของการสร้างฉันทามติในสังคม จึงต้องมีการทำความเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้กลไกกระจายใหม่ ในแง่นี้ แนวคิดเรื่องทฤษฎีเกม (game theory) ที่มีการหยิบยกในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมายนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเข้าใจที่จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกในสังคมเพื่อความสำเร็จในการสร้างระบบสัญญาประชาคมใหม่
ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ในที่นี้ดังแสดงในภาพ 4 ได้จำลองผลของการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้กลไกการกระจายใหม่โดยแบ่งเป็นสามระดับ คือไม่มีการใช้เลย ใช้ระบบสวัสดิการแบบสงเคราะห์ที่มีความครอบคลุมต่ำ และใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมอย่างเพียงพอตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา โดยเพื่อความชัดเจน การพิจารณาในที่นี้แบ่งสมาชิกในสังคมเป็นสองกลุ่มหลักคือคนรวยและคนจน และเนื่องจากในระบบเศรษฐกิจการเมืองในโลกจริงย่อมมีหลายปัจจัยที่มีผลในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรทรัพยากรโดยขึ้นอยู่กับสถานภาพปัจจุบัน (status quo) ของระบบเศรษฐกิจการเมืองนั้นๆ ในที่นี้จึงมุ่งวิเคราะห์เฉพาะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันในการเลือกใช้กลไกกระจายใหม่เพื่อแสดงว่า หากคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ระยะสั้นหลังจากใช้กลไกทันที ฝ่ายที่มีความมั่งคั่งสูงกว่าย่อมเห็นว่ายิ่งมีการกระจายใหม่ในระดับสูง ตนจะยิ่งเสียประโยชน์มาก ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านการใช้กลไกนั้นและเป็นอุปสรรคต่อการที่รัฐจะสามารถดำเนินบทบาทตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา เช่นนี้จึงเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

ภาพ 4: ตารางแสดงการเปลี่ยนแปลงของผลประโยชน์ในระยะสั้นและระยะยาว จากการตัดสินใจใช้กลไกกระจายใหม่แต่ละระดับ โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนรวยและคนจนในสังคมเฉพาะกรณีตัดสินใจตรงกัน อันจะนำไปสู่การบังคับใช้จริงได้
กระนั้น ภาพการได้-เสียผลประโยชน์จากการใช้กลไกกระจายใหม่ดังที่อธิบายข้างต้นนี้เป็นเพียงผลจากการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นหลังจากมีการใช้กลไกทันทีเท่านั้น ในระยะยาว การใช้กลไกกระจายใหม่ที่เป็นไปตามหลักของแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนาย่อมจะสามารถส่งผลดีต่อทั้งสังคมได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของผลประโยชน์จากมุมมองในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องมีการนำเสนอผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อสมาชิกทั้งสังคมในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเพื่อให้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจอย่างเห็นภาพและน่าสนใจ
สรุปคือการพิจารณาเรื่องการสร้างฉันทามติในการให้รัฐดำเนินบทบาทเป็นกลไกกระจายใหม่โดยใช้ทฤษฎีเกมในที่นี้ช่วยขับเน้นความแตกต่างระหว่างภาพระยะสั้นกับภาพระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ และเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องทำให้สมาชิกในสังคมมองเห็นภาพผลประโยชน์ในระยะยาว ถือเป็นความเข้าใจที่สามารถนำไปสู่การมุ่งเป้าจัดการอย่างตรงจุดเพื่อสร้างฉันทามติในสังคมผ่านการสร้างมุมมองและขยายความตระหนักรู้เรื่องผลประโยชน์ที่สมาชิกในสังคมจะได้ร่วมกันจากการจัดสรรทรัพยากรของสังคมใหม่ให้เอื้อต่อการพัฒนาทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมอย่างยั่งยืน
กล่าวโดยสรุป การใช้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์พินิจเรื่องความรับผิดชอบของสังคมในการวางรากฐานเพื่อสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพตลอดชีพของสมาชิกในที่นี้ มีประโยชน์ทั้งในการออกแบบการวางรากฐานดังกล่าวในรูปแบบของกลไกกระจายใหม่ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการกำหนดกลไกแรงจูงใจกำกับความรับผิดชอบระดับปัจเจกที่จะอธิบายหลังจากนี้ และในขณะเดียวกันยังช่วยในการทำความเข้าใจเรื่องการผสานผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกกลุ่มต่างๆในสังคมที่มีมุมมองเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับแตกต่างกันเนื่องจากระดับทรัพยากรตั้งต้นที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้โดยมุ่งให้เกิดแนวโน้มความเป็นไปได้สูงสุดในการจัดสรรทรัพยากรของสังคมใหม่ตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา ซึ่งจะทำงานประกอบกับการจัดสรรกฎกติกาของสังคมที่จะอธิบายในส่วนถัดจากนี้
2.1.2 จัดวางกฎกติกาสังคม: กำกับการไม่ละเมิดกัน คุ้มครองสวัสดิภาพตลอดชีพ
เพื่อให้การวางฐานล่างสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อพร้อมตั้งแกนโอกาสการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของสมาชิกเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา จำเป็นต้องมีการจัดสรรกฎกติกาของสังคมควบคู่ไปกับการจัดสรรทรัพยากรด้วย มิฉะนั้นแม้ทรัพยากรจะเอื้ออำนวยแล้ว สมาชิกก็ยังจะสามารถถูกขัดขวางจากการเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนจากการกระทำที่ก่อผลกระทบเชิงลบโดยเพื่อนร่วมสังคมได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องมีการจัดสรรกฎกติกาเพื่อลดแนวโน้มที่จะมีการละเมิดกันในด้านต่างๆระหว่างสมาชิกในสังคมให้ได้มากที่สุด โดยการจัดสรรกฎกติกานั้นต้องประกอบด้วยการใช้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการละเมิดที่ต้องมีการออกแบบอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเคารพกันระหว่างคนในสังคม เช่นนี้จึงจะทำให้สมาชิกในสังคมได้รับการคุ้มครองจากการละเมิดในรูปแบบต่างๆที่จะบั่นทอนคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงตลอดจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ โดยหากทำได้สำเร็จจะเป็นการเพิ่มแนวโน้มที่สมาชิกในสังคมจะมีสวัสดิภาพสูงสุดตลอดชีพ
การศึกษาในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมายช่วยสร้างความเข้าใจที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบกลไกกำกับกฎกติกาของสังคมอย่างรัดกุมได้เป็นอย่างดี โดยเน้นย้ำเรื่อง (1) การสร้างกลไกที่มีความสอดคล้องกับน้ำหนักของผลกระทบที่เกิดจากการกระทำ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงการทำหน้าที่เป็นกลไกแรงจูงใจด้วย หมายความว่าต้องมี
(2) การออกแบบโดยพิจารณาถึงผลต่อแรงจูงใจของสมาชิกในสังคมทั้งก่อนที่จะมีการใช้กลไกนั้นเข้ามากำกับและหลังจากที่มีการบังคับใช้กลไกนั้นแล้วว่าจะส่งผลอย่างไรต่อแรงจูงใจในการตัดสินใจกระทำการหนึ่งๆ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับ (3) การอุดทุกช่องโหว่ที่เป็นไปได้ในการบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติจากการจัดวางเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้อง องค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้ของการออกแบบกลไกกำกับกฎกติกาของสังคมเป็นประเด็นที่ได้รับการเน้นย้ำในการศึกษาองค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์ทั้งในเชิงหลักการและผ่านกรณีตัวอย่างที่หลากหลายในรายวิชา
ในการพินิจจริยธรรมการให้กำเนิดมนุษย์ผ่านกรอบนิติเศรษฐศาสตร์ในที่นี้ ในส่วนการจัดสรรกฎกติกาของสังคมนี้จะอภิปรายองค์ประกอบของกลไกกำกับดูแลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมรองรับการสร้างชีวิตใหม่ในระดับสังคมในภาพรวม ก่อนอธิบายเกี่ยวกับบทบาทของกลไกลักษณะนี้ในการดูแลส่งเสริมชีวิตใหม่โดยตรงในรายละเอียดในส่วนความรับผิดชอบระดับปัจเจกหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์อย่างจำเพาะยิ่งขึ้น
–ชดเชยผลกระทบอย่างสอดคล้องกับการกระทำ–
สำหรับการสร้างสภาพแวดล้อมระดับสังคมที่จะเอื้ออำนวยต่อการมีชีวิตโดยมีแนวโน้มต่ำที่สุดที่จะต้องประสบกับอุปสรรคจากการเบียดเบียนโดยผู้อื่นในสังคมนั้น ประการแรก การออกแบบกฎหมายในฐานะกลไกกำกับกฎกติกาในสังคมต้องครอบคลุมการกระทำที่ก่อผลกระทบเชิงลบตั้งแต่ในระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่ และใช้ได้ในปฏิสัมพันธ์ทุกระดับโดยต้องเป็นกลไกที่ได้สัดส่วนกับน้ำหนักของผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในแง่นี้การใช้กรอบคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์ได้เผยให้เห็นปฏิสัมพันธ์ของผลประโยชน์กับต้นทุนที่เกิดขึ้นในการละเมิดใดๆ โดยชี้ว่าในการกระทำที่มีลักษณะเป็นการละเมิด (tort) ผู้กระทำจะได้รับผลประโยชน์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากการละเมิดนั้น ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบเป็นผู้แบกรับต้นที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นปัญหาเรื่องผลกระทบภายนอก (externality) เพราะฉะนั้นในกรณีที่มีการละเมิดรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการแก้ไขปัญหาผลกระทบภายนอกเชิงลบด้วยการทำให้ผู้กระทำเป็นผู้แบกรับต้นทุนนั้นโดยมีน้ำหนักเทียบเคียงได้กับที่เกิดขึ้นจริง กล่าวคือต้องทำให้ผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นกลับคืนสู่ผู้กระทำที่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของตนเอง (internalize) (ดังแสดงในภาพ 5)
การศึกษาในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่าระบบกฎหมายที่จะสามารถจัดการกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาผลกระทบภายนอกเชิงลบอย่างสอดคล้องกับผลที่เกิดขึ้นจริงเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้รับการนำไปปฏิบัติบังคับใช้อย่างเคร่งครัด โดยต้องไม่ปล่อยผ่านเมื่อเกิดการละเมิดในรูปแบบใดๆขึ้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย จึงจะทำให้สมาชิกในสังคมสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องแบกรับผลเสียจากการกระทำของผู้อื่นซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพไม่มากก็น้อย

ภาพ 5: แผนภาพแสดงทิศทางการสร้างผลกระทบภายนอก (externality)
และการแก้ไขให้ผู้กระทำแบกรับต้นทุนที่ตนเองก่อต่อผู้อื่น (internalization)
–กำกับแรงจูงใจหลายชั้นอย่างรัดกุม–
ประการที่สอง กรอบคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับระบบกฎติกาของสังคมในฐานะกลไกกำกับแรงจูงใจซึ่งกำกับพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม โดยคำนึงว่าการบังคับใช้กฎหมายใดๆ รวมถึงการตัดสินบทลงโทษและการชดเชยต่างๆ จะกลายเป็นบรรทัดฐานในสังคมที่ส่งผลต่อแรงจูงใจของสมาชิกในการกระทำที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการออกแบบกฎหมายพร้อมเกณฑ์การตัดสินบทลงโทษและการชดเชยจึงต้องทำอย่างไล่ระดับในลักษณะที่ไม่เพียงแต่ได้น้ำหนักกับผลของการกระทำดังที่ได้อธิบายข้างต้น แต่ต้องคำนึงถึงผลที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนการตัดสินใจของผู้กระทำด้วย
ตัวอย่างกรณีที่เป็นที่ถกเถียงในสังคมได้แก่การวิพากษ์ข้อเสนอเรื่องการให้กำหนดให้การข่มขืนมีโทษเป็นการประหาร โดยมีข้อโต้แย้งคือจะมีผลต่อแรงจูงใจของผู้ข่มขืนเนื่องจากจะทำให้การข่มขืนมีโทษเท่ากับการฆ่า จนชักนำให้เกิดการข่มขืนแล้วฆ่าเพื่อปิดปากเหยื่อและลดโอกาสการถูกจับได้ในเมื่อการข่มขืนมีโทษสูงเท่ากับการข่มขืนแล้วฆ่า เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาการบิดเบือนแรงจูงใจที่ก่อผลเสียเช่นนี้ การออกแบบกลไกทางกฎหมายจึงต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ลักษณะนี้
กระนั้นก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการละเลยการกระทำที่ก่อผลกระทบเลวร้ายเพียงเพราะมีการกระทำอื่นที่เลวร้ายกว่า ดังเช่นหากเป็นกรณีการข่มขืนที่ถือเป็นการละเมิดขั้นรุนแรง ก็ไม่ควรที่จะต้องจำกัดโทษไว้ให้ต่ำกว่าที่จะเป็นได้เพียงเพราะยังมีการข่มขืนแล้วฆ่าที่ถือว่ามีน้ำหนักความเลวร้ายมากกว่า เช่นนี้จึงจำเป็นต้องมีการไล่น้ำหนักของการลงโทษที่สอดรับกับการกระทำแต่ละระดับ
ในทำนองเดียวกัน มุมมองเช่นนี้อาจนำมาใช้วิพากษ์โทษประหารโดยทั่วไปได้เช่นกัน เพราะสำหรับผู้กระทำการละเมิดบางราย ความตายอาจมิใช่เรื่องน่ากลัวหากเทียบกับการต้องมีชีวิตอยู่กับบทลงโทษที่ได้รับ จนอาจทำให้การมีอยู่ของโทษประหารบิดเบือนแรงจูงใจของผู้กระทำประเภทนี้และไม่สามารถทำงานในการป้องกันการละเมิดขั้นร้ายแรงได้เท่าที่ควร ในแง่นี้การคำนึงถึงผลต่อแรงจูงใจในการกำหนดกฎหมายในมิติที่มากกว่าเพียงการกำหนดโทษเพื่อทำให้คนไม่อยากกระทำจึงจะช่วยในการออกแบบกลไกกำกับกฎกติกาในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดแนวโน้มที่สมาชิกในสังคมจะถูกละเมิดในรูปแบบต่างๆให้ได้มากที่สุด
–อุดช่องโหว่เชิงสถาบันยุติธรรม ในระดับการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย–
ประการที่สาม ในการที่กฎหมายในฐานะกลไกชดเชยผลกระทบภายนอกประกอบกับการเป็นกลไกกำกับแรงจูงใจและพฤติกรรมจะสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นที่การจัดวางเชิงสถาบันในระดับปฏิบัติต้องมุ่งอุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นโดยมีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมเมื่อจำเป็น เพราะแม้ว่าในทางหลักการระบบกฎหมายจะถูกออกแบบและกำหนดอย่างดี แต่หากขาดกลไกในระดับปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมที่จะรองรับการทำงานของระบบกฎหมายนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ก็เป็นไปได้ที่กฎหมายจะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับกฎกติกาในสังคมได้อย่างรัดกุม
กรอบคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์ในการพิจารณาในประเด็นนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในแง่ของการคำนึงถึงต้นทุนและผลประโยชน์ในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อจัดการกับการละเมิดในรูปแบบต่างๆ สถาบันในกระบวนการยุติธรรมจึงต้องเอื้อในการให้การคุ้มครองแก่สมาชิกในสังคมโดยมีต้นทุนต่ำเพียงพอในการเข้าถึง และต้องมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของสมาชิกในสังคมอย่างเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ต้นทุนที่ต่ำเกินไปสำหรับปัจเจกในการเข้าถึงสถาบันในกระบวนการยุติธรรมก็อาจนำไปสู่การใช้บริการในระดับที่มากเกินจำเป็นและก่อต้นทุนแก่ทั้งสังคมโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นการออกแบบกลไกเชิงสถาบันต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วย โดยอาจกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการคัดกรองและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดขณะที่ยังคงให้การคุ้มครองทางกฎหมายแก่สมาชิกในสังคม
นอกจากนี้ในทางกลับกัน ในบางกรณีแม้ต้นทุนในการเข้าถึงจะต่ำพอ แต่ผลตอบแทนที่จะได้จากการดำเนินคดีอาจไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้กระทำมีทุนทรัพย์มากพอที่จะใช้ต่อรองเพื่อให้รอดพ้นจากการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งกับผู้เสียหายโดยตรงและกับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายภายใต้ระบบที่มีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ซึ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรมที่เป็นผลสืบเนื่องจากความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นๆโดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องมีการออกแบบระบบกฎหมายให้อุดช่องโหว่เรื่องความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นด้วยการกำหนดบทลงโทษและการชดใช้ค่าเสียหายตามสัดส่วนของทรัพย์สิน และเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดวางสถาบันในกระบวนการยุติธรรมมิให้มีช่องโหว่ที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่สามารถทุจริตได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีในกรณีที่แม้ว่าการออกแบบสถาบันทั้งในเชิงหลักการและในระดับการปฏิบัติจะรัดกุมแล้ว แต่ในสถานการณ์จริงมนุษย์ก็ยังมีความเป็นไปได้สุดคาดเดาจนทำให้การละเมิดรูปแบบต่างๆยังคงเกิดขึ้นได้ต่อไปแม้ในระบบที่ออกแบบอย่างดี ตัวอย่างเช่นอาจมีการละเมิดซ้ำๆแม้ว่าจะมีข้อกำหนดพร้อมการบังคับใช้ให้ต้องชดเชยซ้ำๆอย่างได้น้ำหนักแล้วก็ตาม ดังนั้นจึงควรมีกลไกรองรับกรณีเช่นนี้เผื่อไว้ด้วย อย่าง กลไกการคัดแยกเพื่อนำผู้ที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่ละเมิดออกไปจากสังคม เป็นต้น
การศึกษาในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมายช่วยให้เห็นช่องโหว่ที่เป็นไปได้ในระดับปฏิบัติเหล่านี้ในรายละเอียดซึ่งจะละเลยมิได้ในการออกแบบให้สถาบันทางกฎหมายเอื้อต่อการกำกับกฎกติกาในสังคมในระดับปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
–เสริมสร้างวัฒนธรรมเคารพกัน–
และประการสุดท้าย นอกจากระบบกฎหมายซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นทางการในการกำกับแรงจูงใจก่อนการกระทำและชดเชยผลกระทบภายนอกหลังการกระทำ ยังจำเป็นต้องมีสถาบันที่ไม่เป็นทางการที่ทำงานส่งเสริมกันในอีกทิศทาง ด้วยการปลูกฝังและขับเคลื่อนวัฒนธรรมและค่านิยมการเคารพผู้อื่นประกอบกับการไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิระหว่างสมาชิกในสังคมให้เป็นแนวคิดและวิถีปฏิบัติกระแสหลักในสังคม เพื่อลดแนวโน้มการเอาเปรียบเบียดเบียนทั้งจากค่านิยมส่วนบุคคลที่เป็นผลจากการปลูกฝังและจากแรงจูงใจที่เป็นผลจากการลงโทษทางสังคมควบคู่ไปกับกลไกที่เป็นทางการอย่างระบบกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการชี้ให้สมาชิกในสังคมจำนวนมากที่สุดเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะได้ร่วมกันในระดับสังคมเมื่อคนส่วนใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันโดยผาสุกได้อย่างยั่งยืน
📍กล่าวโดยสรุป กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์เผยให้เห็นแง่มุมสำคัญในการออกแบบกลไกกำกับกฎกติกาในสังคมผ่านมุมมองเรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ โดยครอบคลุมทั้งในระดับหลักการและระดับการปฏิบัติ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจที่นำไปสู่การอุดรูโหว่ในระบบยุติธรรมเพื่อลดแนวโน้มของการกระทำที่เป็นการละเมิด และเพื่อให้สามารถคุ้มครองสมาชิกในสังคมจากการเบียดเบียนที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ โดยสามารถนำมาปรับใช้ได้กับการคุ้มครองทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสำหรับสมาชิกใหม่ของสังคมในช่วงวัยที่ยังมีความสามารถในการปกป้องตนเองต่ำที่สถาบันกำกับกฎกติกาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการสามารถให้ความสำคัญเป็นพิเศษได้ ไปจนถึงการคุ้มครองตลอดชีพ
❣️สรุป 2.1: ความรับผิดชอบระดับสังคมในการสร้างชีวิต
กรอบคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมุมมองเรื่องต้นทุน-ผลประโยชน์และแรงจูงใจมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบระบบสัญญาประชาคมใหม่ที่จะสามารถทำให้เกิดสภาพแวดล้อมในระดับสังคมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของสมาชิกในสังคมได้ตั้งแต่เกิดจนตายตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา โดยบ่งชี้ว่าเพื่อให้สามารถรองรับการสร้างชีวิตใหม่ในสภาพแวดล้อมลักษณะดังกล่าวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีการจัดวางเชิงสถาบันต่างๆบนฐานของการตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันระดับสังคมในการรองรับชีวิตใหม่ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของสังคมและร่วมกันขับเคลื่อนสังคมในอนาคตจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป
แนวทางเช่นนี้จะปฏิบัติได้ด้วยการประสานความร่วมมือระหว่างสมาชิกในสังคมจากการเล็งเห็นผลประโยชน์ที่ทั้งสังคมจะได้ร่วมกันจากการจัดสรรทรัพยากรและกฎกติกาของสังคมให้เอื้ออำนวยต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและโอกาสการพัฒนาอย่างเสมอภาคในระดับปัจเจกที่ครอบคลุมตลอดทั้งวงจรชีวิต อันจะนำไปสู่การร่วมกันพัฒนาในระดับสังคมเรื่อยไป เช่นนี้จึงจะเป็นสังคมที่ควรค่าแก่การถือกำเนิดของชีวิตใหม่ที่จะมิต้องถูกจองจำในชีวิตด้อยคุณภาพและขาดการพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย โดยจะเป็นพื้นฐานของการกำหนดความรับผิดชอบของผู้สืบพันธุ์สร้างชีวิตใหม่ ดังที่จะอธิบายในส่วนต่อไปเกี่ยวกับความรับผิดชอบระดับปัจเจกในการสร้างชีวิต
2.2 ความรับผิดชอบระดับปัจเจก: หน้าที่พึงกระทำของผู้สืบพันธุ์นำชีวิตใหม่สู่การมีอยู่
กลไกแรงจูงใจเพื่อการมอบชีวิตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งต่อโอกาสการบรรลุศักยภาพสูงสุด
ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสืบพันธุ์โดยทั่วไปแล้วมักมุ่งเน้นสิทธิของปัจเจกชนในการเป็นผู้สืบพันธุ์ภายใต้การใช้อำนาจของสังคมผ่านกลไกรัฐอย่างเช่นกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยแง่มุมอย่างเรื่องการควบคุมจำนวนประชากรในรัฐ8 บทบาททางเพศผ่านมุมมองสตรีนิยม9 หรือแม้แต่การกีดกันกลุ่มคนชายขอบหรือผู้มีประวัติทารุณกรรมเด็กไม่ให้สืบพันธุ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรแต่ก็ยังถูกพิจารณาผ่านกรอบเรื่องสิทธิของผู้สืบพันธุ์10 เป็นต้น กล่าวคือประเด็นเรื่องสิทธิที่เกี่ยวข้องการสืบพันธุ์มักถูกมองโดยยึดเรื่องสิทธิเสรีภาพหรืออิสรภาพในการสืบพันธุ์ (procreative rights/liberty/freedom) เป็นหลัก โดยที่มุมมองเรื่องจริยธรรมในการสืบพันธุ์ (procreative ethics) ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการเกิดมามีชีวิตที่มีคุณภาพของชีวิตใหม่ยังไม่ได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้างเท่าใดนัก
และแม้จะมีการศึกษาประเด็นเรื่องจริยธรรมการสืบพันธุ์และการเป็นพ่อแม่อยู่บ้าง11 ตลอดจนแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบของพ่อแม่ที่สะท้อนผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง12 ไปจนถึงแนวคิดสุดโต่งอย่างการต่อต้านการเกิด (anti-natalism) ที่มองว่าการให้กำเนิดชีวิตด้อยคุณภาพเป็นเรื่องผิด13 แต่กลับยังไม่ปรากฏการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดสรรความรับผิดชอบของผู้สืบพันธุ์ประกอบกับสิทธิของชีวิตใหม่ผู้ถูกให้กำเนิด ผ่านการออกแบบกลไกที่จะมากำกับวิถีการให้กำเนิดอย่างมีประสิทธิผลและรัดกุม
ในแง่นี้ กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์จะมีประโยชน์อย่างยิ่งด้วยการประยุกต์ใช้มุมมองเรื่องต้นทุน-ผลประโยชน์และแรงจูงใจในการออกแบบกลไกกำกับดูแลโดยมีฐานคิดหลักเป็นเรื่องความรับผิดชอบของผู้สืบพันธุ์ในการให้กำเนิดสร้างชีวิตใหม่ พร้อมมุ่งเน้นสิทธิของชีวิตใหม่นั้นในการเกิดมามีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมด้วยโอกาสการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ในที่นี้จะพิจารณาการออกแบบกลไกดังกล่าวนี้โดยใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษารายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมาย โดยแบ่งการพิจารณาเป็นการสร้างความรับผิดชอบในสองมิติ ประกอบด้วย
1) การจัดสรรการป้อนทรัพยากร: การยึดมั่นในหน้าที่ของผู้เป็นพ่อแม่ในการมอบชีวิตคุณภาพและส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาตนเองเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของลูก
2) การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัว: เพื่อรองรับโอมอุ้มชีวิตใหม่ให้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่มีความเพียบพร้อมอบอุ่นและเอื้อต่อการพัฒนาทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ
ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกให้เป็นประหนึ่งสัญญาความรับผิดชอบที่ผู้ให้กำเนิดพึงมีต่อผู้ถูกให้กำเนิดภายใต้อำนาจกระทำการของผู้ให้กำเนิดนั้น14 โดยยึดกรอบคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบสัญญาที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรับผิดชอบในการป้องกันความผิดพลาดในการตกลง ซึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้ถูกให้กำเนิดนี้ เป็นการตกลงฝ่ายเดียวโดยผู้มีอำนาจกระทำการซึ่งมีความสามารถในการป้องกันอยู่ฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นผู้ให้กำเนิดจึงพึงมีความรับผิดชอบต่อผู้ถูกให้กำเนิดอย่างเต็มที่ (ดังแสดงในภาพ 6) เช่นนี้จึงจะเกิดความรับผิดชอบระดับปัจเจกที่จะเติมเต็มความรับผิดชอบระดับสังคมที่ได้อธิบายในส่วนแรกก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อกลไกรัฐสามารถทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบระดับสังคมในการสร้างฐานรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมแกนเสริมสร้างโอกาสการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของสมาชิกในสังคมแล้ว พ่อแม่ก็ย่อมมีภาระให้ต้องแบกรับน้อยลงในระดับปัจเจกและควรจะมีความสามารถมากขึ้นในการทุ่มเทเพื่อส่งเสริมลูกต่อไป15 ซึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมในองค์ประกอบที่สำคัญและมีประสิทธิภาพภายใต้กลไกกำกับที่จะนำเสนอต่อไปนี้ และนำไปสู่การทำงานสอดประสานกันระหว่างความรับผิดชอบระดับสังคมและระดับสังคมเพื่อให้วงจรมนุษย์พัฒนาเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ภาพ 6: ผังสัญญาการสืบพันธุ์ให้กำเนิด (procreative contract) แสดงทิศทางของความสัมพันธ์แบบสัญญา
กำหนดความรับผิดชอบที่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดพึงมีต่อลูกผู้ถูกให้กำเนิดภายใต้อำนาจกระทำการของพ่อแม่
โดยมีกลไกกำกับดูแลสัญญาที่บังคับใช้ผ่านรัฐในฐานะตัวกลาง
2.2.1 การยึดมั่นในหน้าที่มอบชีวิตคุณภาพและส่งเสริมโอกาสบรรลุศักยภาพสูงสุด
การดำเนินบทบาทของรัฐตามหลักความรับผิดชอบของสังคมในการรองรับชีวิตใหม่ด้วยความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีในขั้นพื้นฐานตลอดชีพ ตลอดจนโอกาสอย่างเสมอภาคในการพัฒนาศักยภาพที่ได้อธิบายในส่วนแรกนั้น จะไม่มีทางสมบูรณ์ได้เลยหากขาดการดำเนินบทบาทของพ่อแม่ผู้ดูแลใกล้ชิดตามหลักความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตใหม่ระดับปัจเจก เพื่อสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพในทุกด้าน ผู้สืบพันธุ์ที่เป็นพ่อแม่พึงต้องดำเนินบทบาทอย่างมีคุณภาพในทุกมิติที่สำคัญ การบรรลุความรับผิดชอบดังกล่าวนี้อาจถูกละเลยได้ในสังคมที่ขาดหลักคิดเรื่องความรับผิดชอบของพ่อแม่รวมถึงกลไกกำกับดูแลที่มุ่งให้เกิดความรับผิดชอบดังกล่าว การศึกษาองค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์ในรายวิชานี้ชวนให้คิดเกี่ยวกับการออกแบบกลไกเช่นนี้ที่จะสามารถช่วยให้เกิดแนวโน้มสูงสุดที่ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องทำหน้าที่ตามหลักความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตใหม่อย่างสอดประสานกับการดำเนินบทบาทของรัฐ โดยใช้หลักการเรื่องต้นทุนและผลประโยชน์ในการกำกับแรงจูงใจ
เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญของการทำหน้าที่ของผู้เป็นพ่อแม่ในการส่งเสริมผู้เป็นลูกอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในที่นี้มุ่งพิจารณาการกำกับให้เกิดการดำเนินบทบาทที่เฉพาะผู้ดูแลลูกใกล้ชิดโดยตรงเท่านั้นจะสามารถทำได้ และหากขาดไปจะส่งผลเสียต่อการเสริมสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยการมอบชีวิตที่มีคุณภาพในรายละเอียดโดยใช้ประโยชน์จากระบบรัฐสวัสดิการที่ได้อธิบายในส่วนแรกเป็นพื้นฐาน โดยผู้สืบพันธุ์ต้องสามารถทำหน้าที่ในการใช้ทรัพยากรดังกล่าวและทรัพยากรเพิ่มเติมที่ตนพึงต้องหาในการหล่อเลี้ยงชีวิตของลูกที่ถูกทำให้เกิดมาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับหน้าที่สำคัญอีกส่วนที่พึงขาดไปไม่ได้ในการสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงสุดซึ่งสามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดในเส้นทางของตน ผู้สืบพันธุ์เป็นพ่อแม่ต้องพร้อมทำหน้าที่สนับสนุนลูกในการค้นหาเส้นทางการพัฒนาตามศักยภาพของตนและส่งเสริมลูกในเส้นทางนั้นอย่างเต็มที่โดยใช้ประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรแบบรัฐสวัสดิการตามหลักความรับผิดชอบระดับสังคม ดังนั้นในที่นี้จะมุ่งพิจารณาแนวทางการออกแบบกลไกกำกับดูแลที่จะส่งผลให้เกิดแนวโน้มสูงสุดที่ผู้สืบพันธุ์เป็นพ่อแม่จะต้องมอบคุณภาพชีวิตที่ดีและส่งเสริมโอกาสการบรรลุศักยภาพสูงสุดของผู้เป็นลูก โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
สำหรับหน้าที่ส่วนแรกในการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูก สามารถใช้กฎหมายในการเป็นเครื่องมือสร้างกลไกแรงจูงใจแบบเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) การเสริมแรงทางลบ (negative reinforcement) เพื่อเป็นการให้ผลประโยชน์สำหรับการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบเป็นอย่างดี และการลงโทษ (punishment) เพื่อเป็นการเพิ่มต้นทุนในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าพ่อแม่มิได้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบต่อลูกตามที่ควร กลไกเหล่านี้สามารถทำงานผสมผสานกันในการกำกับให้ผู้เป็นพ่อแม่ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตใหม่ให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยต้องทำงานร่วมกับกลไกในการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพด้วย
ตัวอย่างเช่น ในส่วนของการเสริมแรงทางบวก สามารถกำหนดให้ผู้ที่ดูแลลูกผ่านเกณฑ์ตามเงื่อนไขได้รับสวัสดิการพิเศษเพิ่มเติม เช่น เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (conditional cash transfer) หรือการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่เงิน โดยเงื่อนไขดังกล่าวสามารถครอบคลุมด้านสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต ความพึงพอใจในการดำรงชีวิต ตลอดจนปัจจัยอื่นๆที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็ก ในทำนองเดียวกัน ด้วยการใช้กลไกการเสริมแรงทางลบ สามารถยกเว้นพ่อแม่ที่ดูแลลูกผ่านเกณฑ์ตามเงื่อนไขมิต้องเข้าร่วมกระบวนการบางอย่างหรือต้องใช้ทรัพยากรกระทำการบางอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น หากดูแลสุขภาพในด้านต่างๆของลูกให้ผ่านเกณฑ์ อาจไม่ต้องเข้าร่วมการอบรมหรือกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ และกำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีเพื่อเป็นการชดเชยทรัพยากรที่รัฐจะประหยัดได้จากการที่พ่อแม่ทำหน้าที่ดูแลลูกอย่างดี การกำหนดกลไกเสริมแรงเช่นนี้สามารถทำงานเป็นกลไกแรงจูงใจด้วยการเพิ่มผลประโยชน์ให้กับพ่อแม่ นอกจากนี้ ในแง่ของการเพิ่มต้นทุนให้กับการไม่ทำตามทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ จำเป็นต้องมีกลไกการลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยควรมีทั้งในส่วนที่รัฐเป็นผู้ตรวจสอบและส่วนที่ลูกเป็นผู้ร้องเรียนโดยตรง คือกฎหมายสามารถกำหนดได้ว่าหากรัฐตรวจพบว่ามีการบกพร่องในหน้าที่จะต้องมีการลงโทษอย่างได้น้ำหนักกับความบกพร่องนั้น อีกทั้งสามารถกำหนดให้ผู้เป็นลูกสามารถฟ้องร้องต่อผู้เป็นพ่อแม่ได้หากพิสูจน์ได้ว่าผู้เป็นพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยต้องมีเกณฑ์การชดเชยอย่างได้น้ำหนักเช่นกัน
การบูรณาการองค์ความรู้และหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์เข้ากับการออกแบบกฎหมายบนฐานคิดเรื่องความรับผิดชอบของพ่อแม่ในการทำหน้าที่ดูแลให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบกลไกแรงจูงใจแต่ละประเภทเหล่านี้อย่างได้สัดส่วนที่เหมาะสม
สำหรับหน้าที่ส่วนที่สองในการส่งเสริมให้ลูกบรรลุศักยภาพสูงสุดในเส้นทางของตนนั้น ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าพ่อแม่ผู้สืบพันธุ์พึงมีความรับผิดชอบทั้งในฐานะผู้ที่ทำให้ลูกเกิดมาและในการเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิตซึ่งอยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด จึงมีสถานะที่เหมาะสมในการช่วยให้ลูกค้นหาเส้นทางที่ใช่และส่งเสริมลูกในการพัฒนาในเส้นทางนั้นอย่างเต็มที่ โดยสามารถใช้กลไกแรงจูงใจในลักษณะเดียวกับที่ได้อธิบายในหน้าที่ส่วนแรกข้างต้นนี้ คือผสมผสานกันระหว่างกลไกเสริมแรงทางบวก กลไกเสริมแรงทางลบ และกลไกการลงโทษทั้งจากการตรวจสอบโดยรัฐและการร้องเรียนโดยผู้เป็นลูก ทั้งนี้สำหรับการส่งเสริมให้ลูกบรรลุศักยภาพสูงสุดนี้ ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องทำหน้าที่เติมเต็มจากการจัดสรรทรัพยากรโดยรัฐด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับสถาบันครอบครัว
อย่างไรก็ดี การใช้แนวทางเช่นนี้ต้องคำนึงถึงช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายลูก รวมถึงการบิดเบือนแรงจูงใจหรือปัญหาภัยทางศีลธรรม (moral hazard) ซึ่งสามารถจัดการได้ด้วยการจัดวางสถาบันที่เกี่ยวข้องและกลไกในการตรวจสอบอย่างรัดกุม รวมถึงการระบุเกณฑ์และเงื่อนไขบนฐานของความเข้าใจเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบของพ่อแม่ ในแง่นี้สามารถประยุกต์ใช้หลักคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับความเลินเล่อ (negligence) และความรับผิด (liability) ในกฎหมายละเมิดที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า โดยถือว่าเป็นหน้าที่พึงระวัง (duty of care) ของฝ่ายที่มีต้นทุนต่ำกว่าในการป้องกัน จึงสามารถนำมาเป็นหลักในการวิเคราะห์เพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่างส่วนที่พ่อแม่พึงรับผิดชอบกับส่วนที่อยู่นอกเหนือจากนั้น โดยต้องนำไปสู่การกำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจน
สรุปได้ว่ากรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกลไกแรงจูงใจเพื่อให้ผู้เป็นพ่อแม่ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบในการสร้างชีวิตใหม่ด้วยการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกและส่งเสริมการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของลูกตามแนวคิดเรื่องสัญญาการสืบพันธุ์ให้กำเนิด ด้วยหลักคิดเฉกเช่นในการออกแบบสัญญาโดยทั่วไปที่ต้องคำนึงถึงแรงจูงใจและการชดเชยอย่างได้น้ำหนักกับความรับผิดชอบที่คู่สัญญาพึงมีต่อกัน รวมถึงความรับผิดชอบในการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น โดยสำหรับกรณีสัญญาการสืบพันธุ์สร้างชีวิตซึ่งมีความพิเศษนี้ ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของความรับผิดชอบของผู้สืบพันธุ์เป็นพ่อแม่ที่พึงมีต่อผู้เป็นลูกพร้อมด้วยการกำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆอย่างสอดคล้องกัน ทั้งนี้โดยรัฐต้องทำหน้าที่กำกับด้วยกลไกแรงจูงใจที่จะเพิ่มต้นทุนให้กับการบกพร่องต่อความรับผิดชอบ (ดูภาพ 7)

ภาพ 7: ผังแสดงทิศทางความรับผิดชอบของพ่อแม่ ในการต่อยอดจากรากฐานที่รัฐวางไว้ตามความรับผิดชอบระดับสังคม
กำกับด้วยกลไกแรงจูงใจโดยรัฐในฐานะตัวกลาง ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนให้การบกพร่องต่อความรับผิดชอบ
2.2.2 การจัดความสัมพันธ์ครอบครัวเพื่อรองรับโอบอุ้มชีวิตใหม่
สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันใกล้ชิดตั้งแต่แรกเริ่มชีวิตของมนุษย์ การมีหรือการขาดสถาบันครอบครัวที่มีคุณภาพทั้งในแง่ของการหล่อหลอมปลูกฝังและการเป็นที่พักพิงทางจิตใจตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่มของชีวิตและระหว่างการเติบโตสามารถส่งผลต่อตัวตนในระดับจิตวิญญาณของบุคคลได้ตลอดทั้งชีวิต16 เมื่อคำนึงว่าครอบครัวที่รองรับการสร้างชีวิตใหม่นั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานอย่างน้อยที่สุดคือพ่อแม่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง (parent) และลูก (offspring) ผู้อยู่ใต้การปกครองดูแลของพ่อแม่ นอกจากนี้ยังอาจมีสมาชิกเพิ่มเติมคือลูกคนอื่นๆซึ่งมีความสัมพันธ์ในบรรดาลูกด้วยกันเป็นพี่น้อง (sibling) ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวทั้งระหว่างพ่อแม่กับลูกและระหว่างพ่อแม่ด้วยกันเอง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องด้วยกันนี้ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของสภาพแวดล้อมการเจริญการเติบโตของชีวิตหนึ่งๆ และอยู่ภายใต้อำนาจการจัดการของผู้เป็นพ่อแม่ตั้งแต่แรกเริ่มก่อนที่ผู้เป็นลูกจะถือกำเนิดขึ้นตลอดจนระหว่างวัยเด็กขณะที่ผู้เป็นลูกยังไม่รู้เดียงสาหรือไม่มีอำนาจจัดการใดๆ
เพราะฉะนั้นการจัดการความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าที่รับผิดชอบสำคัญของผู้เป็นพ่อแม่ที่จะต้องทำให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพของเจ้าของชีวิตใหม่ที่ตนทำให้เกิดมา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนทั้งในระดับความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันและความสัมพันธ์ระหว่างลูกภายในครอบครัว
ในที่นี้จึงจะแบ่งการพิจารณาการจัดความสัมพันธ์ครอบครัวเพื่อรองรับโอบอุ้มชีวิตใหม่ภายใต้กรอบคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์โดยครอบคลุมทั้ง 1) ในระดับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ผู้พึงรับผิดชอบชีวิตใหม่ร่วมกัน 2) ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก และ 3) ในระดับการจัดการความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างพี่น้องของลูก โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
–สร้างความรับผิดชอบในการเลือกคู่สืบพันธุ์ หาจุดสมดุลในสัญญาสองชั้น–
ในฐานะผู้รับผิดชอบร่วมกันซึ่งต่างเป็นคู่สัญญาที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกที่ถูกทำให้เกิดมา พ่อกับแม่ควรมีหน้าที่ในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแต่ละฝ่ายต่างพร้อมรับบทบาทหน้าที่ดังกล่าวต่อลูกที่จะเกิดมาในอนาคตร่วมกันได้อย่างตลอดรอดฝั่งเพื่อป้องกันมิให้ชีวิตใหม่ต้องเกิดมาพบเจอกับปัญหาครอบครัวที่สามารถส่งผลกระทบเชิงลบได้อย่างหลายระดับความรุนแรงต่อชีวิตทั้งในวัยเด็กและหลังจากนั้นของผู้เป็นลูก
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏกลไกที่จะกำกับให้เกิดความรับผิดชอบในการตรวจสอบคู่สืบพันธุ์เช่นนี้ก่อนการตัดสินใจกระทำการที่สามารถนำมาซึ่งการสืบพันธุ์แต่อย่างใด เพื่อเพิ่มแนวโน้มที่จะเกิดความรับผิดชอบในลักษณะดังกล่าว จึงควรนำองค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกลไกกำกับแรงจูงใจโดยคำนึงถึงต้นทุนและผลประโยชน์ ประกอบกับความสามารถในการป้องกันความผิดพลาด โดยยึดความรับผิดชอบของปัจเจกในการสร้างชีวิตที่มีคุณภาพเป็นฐานคิด โดยอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบสัญญาสองชั้นที่เกี่ยวเนื่องกัน คือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สืบพันธุ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้สืบพันธุ์กับลูก
ทั้งนี้โดยมีความท้าทายเพิ่มเติมคือกลไกนั้นต้องเป็นกฎเกณฑ์ของสังคมที่สามารถรักษาสมดุลของการเพิ่มต้นทุนให้การขาดความรับผิดชอบในการเลือกคู่สืบพันธุ์ โดยที่ในขณะเดียวกันรัฐยังคงต้องให้การรองรับชีวิตใหม่ที่เกิดมาตามความรับผิดชอบของสังคมดังที่ได้เสนอก่อนหน้านี้โดยไม่ปล่อยปละละเลยด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีพ่อหรือแม่บกพร่องในการทำหน้าที่ผู้ดูแลในครอบครัวซึ่งเกิดจากการเลือกคู่สืบพันธุ์อย่างขาดความรับผิดชอบนั้น กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์ซึ่งชวนให้คำนึงถึงความเป็นไปได้หลายชั้นในการใช้กลไกแรงจูงใจจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในแง่ของการออกแบบกลไกที่มีความซับซ้อนนี้โดยต้องมุ่งจัดการกับความสัมพันธ์แบบสัญญาทั้งสองชั้นพร้อมทั้งคำนึงถึงสมดุลดังกล่าวตลอดจนช่องโหว่อื่นๆที่เป็นไปได้
——สัญญาสองชั้น ชั้นที่ 1: จัดการความบกพร่องในสัญญาภายในระหว่างคู่สืบพันธุ์
ยกตัวอย่างเช่น เริ่มจากในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สืบพันธุ์ด้วยกันเอง ในกรณีที่มีฝ่ายที่บกพร่องหรือละทิ้งการทำหน้าที่ในการเป็นผู้ดูแลในครอบครัว อีกฝ่ายต้องทำการพิสูจน์ความบกพร่องต่อหน้าที่นั้นเพื่อให้ได้รับบทลงโทษตามกฎหมายที่กำหนดอย่างได้สัดส่วนกับความผิดและความรับผิดชอบ อย่างน้อยที่สุดคือกฎหมายต้องบังคับให้ผู้ละทิ้งหน้าที่ต้องชดเชยให้กับลูกโดยตรงทั้งในส่วนที่พึงมีอยู่แล้วหากผู้ดูแลนั้นทำหน้าที่อยู่ภายในครอบครัว และขณะเดียวกันยังต้องชดเชยเพิ่มเติมพิเศษสำหรับการไม่อยู่ทำหน้าที่นั้นซึ่งทำให้ลูกต้องประสบกับความไม่สมบูรณ์ของครอบครัวโดยขาดพ่อหรือแม่ผู้ดูแลใกล้ชิดไปด้วย
ขณะที่ในแง่ของบทลงโทษอาจไม่จำเป็นต้องเป็นบทลงโทษทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเนื่องจากได้ทำการชดเชยอย่างได้น้ำหนักให้กับลูกแล้ว แต่อาจมีการเพิ่มการชดเชยให้กับสังคมด้วยมาตรการอย่างเช่นการเพิ่มภาษีสำหรับบุคคลเหล่านี้โดยเฉพาะเข้าไปด้วย เพราะความบกพร่องต่อหน้าที่ในการสืบพันธุ์ได้เพิ่มภาระให้กับสังคมในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
และนอกจากในมิติเศรษฐกิจ ยังสามารถใช้มาตรการการลงโทษโดยสังคมด้วยการกำหนดให้ผู้ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ต่อลูกที่ตนทำให้เกิดมานี้มีประวัติระบุไว้โดยสามารถตรวจสอบได้อย่างน้อยในระดับหนึ่ง มิใช่ปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดกับการขาดความรับผิดชอบได้โดยสิ้นเชิงเพียงเพราะมีการชดเชยทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
กลไกที่มีองค์ประกอบทั้งหมดนี้จะสามารถเพิ่มต้นทุนให้กับการบกพร่องต่อหน้าที่ที่พึงมีต่อลูกที่ทำให้เกิดมา ซึ่งจะมีผลต่อทั้งแรงจูงใจก่อนการตัดสินใจกระทำ ประกอบกับช่วยให้เกิดการชดเชยอย่างได้น้ำหนักภายหลังการกระทำเกิดขึ้นแล้ว
——สัญญาสองชั้น ชั้นที่ 2: สร้างความรับผิดชอบในการเลือกพ่อ/แม่ของลูก
กระนั้น ตามหลักคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์ที่เน้นย้ำความสำคัญของช่องโหว่ที่ยังผลเป็นการบิดเบือนแรงจูงใจ การใช้กลไกข้างต้นนี้ต้องพึงระวังว่าการใช้กลไกที่กำหนดภาระแก่ผู้บกพร่องเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้อาจมีผลต่อแรงจูงใจในการเลือกสรรคู่สืบพันธุ์โดยทำให้ไม่ต้องใช้ความระมัดระวังเท่าที่ควรหากมีกลไกชดเชยรองรับกรณีเกิดความผิดพลาดดังกล่าวขึ้น ตามแนวคิดภัยทางศีลธรรม (moral hazard) ที่ชี้ว่าบุคคลจะมีแรงจูงใจให้ลงทุนในการใช้ความระวังน้อยลงเมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากความเสี่ยงนั้น
เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องกำหนดกลไกแรงจูงใจที่เพิ่มความรับผิดชอบในการเลือกคู่สืบพันธุ์ให้ทำงานควบคู่กันกับกลไกกำกับความรับผิดชอบของผู้บกพร่องต่อการทำหน้าที่ในครอบครัวด้วย โดยอาจควรเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ทำการเลือกสรรคู่สืบพันธุ์ด้วยความระมัดระวังอย่างถี่ถ้วนเพียงพอแล้วก่อนตัดสินใจมีบุตรเมื่อเกิดความบกพร่องของอีกฝ่ายขึ้น
ซึ่งแม้ว่ารัฐจะยังคงต้องให้ความคุ้มครองสูงสุดกับเจ้าของชีวิตใหม่ผู้ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบผ่านระบบรัฐสวัสดิการที่ได้อธิบายในส่วนความรับผิดชอบระดับสังคม แต่การแบ่งเบาภาระในกรณีของผู้ที่ไม่ได้มีความรับผิดชอบในการเลือกสรรคู่สืบพันธุ์แล้วเกิดความผิดพลาดขึ้นภายหลังย่อมไม่ควรเท่ากับผู้ที่สูญเสียคู่ผู้ปกครองของลูกจากเหตุสุดวิสัยแม้จะใช้ความรอบคอบอย่างสูงสุดในการเลือกสรรคู่สืบพันธุ์แล้วก็ตาม โดยสามารถใช้กลไกอย่างการลดหย่อนภาษีที่ไม่เท่ากันหรือการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการสร้างภาระให้กับสังคม การเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำหน้าที่ดูแลลูกรวมไปถึงการนำคู่ชีวิตใหม่เข้าสู่ครอบครัว เป็นต้น ขณะที่เงินชดเชยจากผู้ที่ละทิ้งไปนั้นต้องนำมาจัดสรรให้กับการใช้สำหรับลูกโดยตรงโดยใช้เทคโนโลยีและกลไกอื่นๆเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ
ทั้งหมดนี้โดยมุ่งให้เกิดกลไกแรงจูงใจที่จะเพิ่มความรับผิดชอบในการเลือกคู่สืบพันธุ์ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจมีบุตรเพื่อลดแนวโน้มที่จะมีชีวิตใหม่ต้องเกิดมาประสบกับครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์จากการขาดความรับผิดชอบดังกล่าว โดยที่ยังคงจัดการให้เกิดผลกระทบต่อเด็กน้อยที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับหลักคิดเรื่อง หน้าที่พึงระวัง ตามกรอบคิดนิติเศรษฐศาสตร์
–สร้างกลไกตรวจสอบป้องกันผลเชิงลบต่อเด็กจากความสัมพันธ์ภายในครอบครัว–
อย่างไรก็ดี แม้จะใช้กลไกที่มุ่งเป้าทั้งฝ่ายที่ละทิ้งและฝ่ายที่ไม่ใช้ความรอบคอบในการเลือกคู่สืบพันธุ์ควบคู่กันแล้ว อีกข้อควรระวังที่จะมองข้ามไม่ได้จากการใช้สองกลไกที่เพิ่มต้นทุนให้กับการที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกละทิ้งหน้าที่และเดินออกจากครอบครัวเช่นนี้คือปัญหาการดันทุรังอยู่ด้วยกันต่อระหว่างพ่อกับแม่เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนจากกลไกดังกล่าว
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพื่อป้องกันกรณีเช่นนี้ด้วย ตัวอย่างเช่นในขั้นพื้นฐานที่สุดคือการตรวจสอบเบื้องต้นกับผู้เป็นลูกผ่านกลไกอย่างสถาบันการศึกษา ซึ่งนอกจากต้องมีหน้าที่ในการให้การศึกษาและพัฒนาศักยภาพแก่เด็กและเยาวชนแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาวะและสวัสดิภาพในส่วนที่ทำได้ด้วย เช่นด้วยการใช้กลไกสังเกตการณ์และการสำรวจทางจิตวิทยาเพื่อคัดกรองเด็กที่แสดงความผิดปกติเกี่ยวกับครอบครัวในเบื้องต้นก่อนดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนเมื่อตรวจพบกรณีที่ผิดปกติหรือน่ากังวล กระบวนการลักษณะนี้สามารถทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกภาคการเรียน อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวในระดับอื่นๆนอกจากความสัมพันธ์ระหว่างคู่พ่อแม่ โดยรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก และความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบขั้นพื้นฐานที่จะทำงานร่วมกับกลไกแรงจูงใจเพิ่มเติมที่มุ่งทำให้ผู้สืบพันธุ์ธำรงความรับผิดชอบในการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวในระดับต่างๆให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางกายภาพและทางจิตใจของเด็ก
โดยหากพบว่ามีความบกพร่อง สามารถกำหนดบทลงโทษอย่างมีน้ำหนักสอดคล้องกันกับความร้ายแรงของเรื่องที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักการของนิติเศรษฐศาสตร์ที่กำหนดเกณฑ์การลงโทษด้วยการคำนวณเรื่องผลประโยชน์ที่ได้ (ในกรณีลักษณะนี้คือประโยชน์ที่จะได้จากการละเลยต่อหน้าที่ หรือจากผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ เช่นการใช้อิทธิพลสร้างความสัมพันธ์แง่ลบภายในครอบครัวเพื่อให้เกิดการคานอำนาจที่จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้กระทำ ฯลฯ) ประกอบกับต้นทุนที่คาดหวังจากความน่าจะเป็นในการถูกจับได้ (ในกรณีเช่นนี้คือจากประสิทธิภาพของกระบวนการสังเกตการณ์และสำรวจเพื่อตรวจสอบ) และระดับการลงโทษ เพื่อให้ต้นทุนที่คาดหวังได้มีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อลดแรงจูงใจที่จะกระทำการใดอันเป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรือการไม่ใส่ใจในการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกที่จะส่งผลดีต่อลูก เช่นนี้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบกลไกแรงจูงใจที่มีความซับซ้อนโดยเฉพาะในกรณีที่ละเอียดอ่อนดังเช่นเรื่องความสัมพันธ์ภายในสถาบันครอบครัวนี้
📍 กล่าวโดยสรุป เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมภายในสถาบันครอบครัวที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางกายภาพและทางจิตใจของชีวิตใหม่ตั้งแต่แรกเริ่มจนตลอดการเติบโต ผู้สืบพันธุ์ต้องมีความรับผิดชอบในการรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวในระดับต่างๆ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การคัดสรรคู่สืบพันธุ์ก่อนการตัดสินใจมีบุตร ไปจนถึงการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันและการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกและระหว่างลูกๆหลังให้กำเนิดชีวิตใหม่แล้วและตลอดการเลี้ยงดู (ดังแสดงในภาพ 8)
การใช้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์พิจารณาความรับผิดชอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในสถาบันครอบครัวนี้ให้แนวทางในการออกแบบกลไกแรงจูงใจที่จะเอื้อให้เกิดความรับผิดชอบดังกล่าวในลักษณะที่เล็งเห็นช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากแต่ละฝ่ายและความสัมพันธ์แต่ละส่วนมีความเกี่ยวพันกันอยู่อย่างซับซ้อน ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการทำงานสอดประสานกันของกลไกแรงจูงใจที่กำกับความรับผิดชอบของผู้สืบพันธุ์แต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์แต่ละระดับ โดยต้องทำงานผนวกร่วมกับกลไกการตรวจสอบของสังคมที่จะสามารถตรวจจับความบกพร่องในการทำหน้าที่รับผิดชอบอย่างมีคุณภาพซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบกับลูก โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพทั้งทางกายและใจของเด็กในครอบครัวเป็นสำคัญ
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดระบบแรงจูงใจและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งหมดนี้โดยตั้งอยู่บนฐานคิดของการที่ผู้เป็นพ่อแม่พึงมีความรับผิดชอบในการจัดการความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวให้ส่งผลดีต่อผู้เป็นลูกทุกคนตลอดการเติบโต

ภาพ 8: ผังแสดงทิศทางความสัมพันธ์เชิงบวกในครอบครัว อันเป็นหน้าที่พึงรับผิดชอบของผู้เป็นพ่อแม่
ตามแนวคิดเรื่องสัญญาการสืบพันธุ์ให้กำเนิด กำกับได้ด้วยกลไกแรงจูงใจโดยรัฐในฐานะตัวกลาง
❣️ สรุป 2.2: ความรับผิดชอบระดับปัจเจกในการสร้างชีวิต
การบูรณาการหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์เรื่องแรงจูงใจที่ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนและผลประโยชน์ เข้ากับเครื่องมือกำกับดูแลอย่างกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรับผิดชอบ มีประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบกลไกที่จะปรับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ผู้สืบพันธุ์กับลูกที่ถูกทำให้เกิดมาจากแบบตามมีตามเกิดให้เป็นแบบคู่สัญญา ที่พ่อแม่ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการซึ่งมีทางเลือกในการตัดสินใจรวมถึงมีต้นทุนต่ำกว่าในการป้องกันการสร้างชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ พึงต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกที่ถูกทำให้เกิดมาโดยไม่สามารถเลือกได้เลย
ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดแนวโน้มที่จะมีชีวิตใหม่เกิดมาประสบกับชีวิตด้อยคุณภาพไปทั้งชีวิตให้ได้มากที่สุด
ความสัมพันธ์แบบคู่สัญญาระหว่างผู้สืบพันธุ์กับชีวิตใหม่ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นนี้จำเป็นต้องมีการทำงานสอดประสานกันระหว่างกลไกรัฐกับผู้เป็นพ่อแม่ภายใต้การผสานความรับผิดชอบระดับสังคมและระดับปัจเจก โดยต้องให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้เป็นพ่อแม่ที่ส่งผลต่อชีวิตของเด็กที่ถูกทำให้เกิดมา ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่ความรับผิดชอบในการสร้างความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวที่เอื้ออำนวย การมอบชีวิตที่มีคุณภาพในด้านต่างๆ ไปจนถึงการส่งเสริมการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ โดยเป็นการทำหน้าที่เสริมจากการจัดสรรทรัพยากรของสังคมซึ่งเป็นการวางรากฐานและตั้งแกนตามแนวคิดวงจรมนุษย์พัฒนา ในแง่นี้การออกแบบกลไกแรงจูงใจเพื่อกำกับดูแลอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงช่องโหว่อย่างรัดกุมโดยตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องความรับผิดชอบของปัจเจกผู้สืบพันธ์สร้างชีวิต จะสามารถนำไปสู่วงจรมนุษย์พัฒนาซึ่งเป็นแนวคิดตั้งต้นของการนำเสนอในที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์
💫 3. บทสรุป: ระบบสัญญาพัฒนามนุษย์ กำกับความรับผิดชอบ สู่คุณภาพตลอดชีพ
การมีอยู่อย่างด้อยคุณภาพที่บังเกิดขึ้นพร้อมการเริ่มต้นชีวิตของใครหลายคน ผู้ที่ซ้ำร้ายยังพร้อมส่งต่อความด้อยคุณภาพนั้นจากรุ่นสู่รุ่นแม้ว่าตนเองจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยโดยสิ้นเชิง เป็นปรากฏการณ์อันถูกถือว่าเป็นสามัญที่แสดงถึงการทำงานของ ‘กรรม’ (karma) ในการกำหนดชีวิตมนุษย์ โดยมิใช่กรรมเก่า (past life karma) ที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่เป็นผลจากการกระทำของบุคคลผู้สืบพันธุ์สร้างชีวิตโดยไร้การกำกับควบคุมในการส่งต่อกรรมจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นวัฏจักรแห่งสังสารวัฏที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ จนทำให้ยังไม่มีการตั้งคำถามเพื่อคิดหาหนทางทลายวงจรการผลิตซ้ำความด้อยคุณภาพแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จบนั้น
ได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสำหรับมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ด้วยการประยุกต์ใช้กรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์ที่มุ่งเน้นเรื่องการจัดสรรกฎกติกาเพื่อสร้างความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงตัวแปรรอบด้าน บทความนี้ชี้ว่าปัญหาระดับมนุษยชาตินี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำกับให้เกิดระบบอันสมดุลในการรองรับการสร้างชีวิตใหม่ให้เป็นไปอย่างที่ควร
เมื่อคำนึงว่าการถือกำเนิดเกิดขึ้นของชีวิตหนึ่งตั้งอยู่อย่างแยกไม่ออกบนบริบทแวดล้อมทางสังคมโดยเป็นผลผลิตของการกระทำการโดยคู่มนุษย์ที่มีความสามารถทางกายภาพในการสืบพันธุ์ การมุ่งสร้างสภาวะที่จะเอื้อต่อการมีตลอดชีวิตที่มีคุณภาพให้สำเร็จได้นั้น จำเป็นที่จะต้องจัดสรรและกำกับความรับผิดชอบทั้งในระดับสังคมและระดับปัจเจก บทความนี้จึงมีจุดมุ่งหมายในการเสนอแนวทางสร้างกลไกกำกับมนุษย์มิให้สร้างชีวิตด้อยคุณภาพ บนฐานของหลักจริยธรรมการสืบพันธุ์ในความสัมพันธ์แบบสัญญาที่กำกับโดยรัฐในฐานะกลไกกลางของสังคม โดยการพินิจผ่านกรอบคิดทางนิติเศรษฐศาสตร์จากที่ได้ศึกษาในรายวิชานี้ได้ให้มุมมองที่มีค่าอย่างยิ่ง
ในแง่นี้ข้อเสนอจึงแบ่งเป็นสองระดับที่ต้องทำงานสอดประสานกัน คือ
1) ความรับผิดชอบระดับสังคมในการจัดสรรการกระจายทรัพยากรและวางกฎกติกาป้องกันการละเมิดกันจะทำให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง และมีโอกาสการพัฒนา สร้างฐานพร้อมรองรับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของมนุษย์ที่จะมาช่วยกันพัฒนาสังคมเป็นวงจรแห่งการพัฒนาเรื่อยไป ขณะที่
2) ความรับผิดชอบระดับปัจเจกของผู้สืบพันธุ์สร้างชีวิตในการจัดสรรการป้อนทรัพยากรและเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวย่อย จะเป็นตัวส่งทรัพยากรจากระดับสังคมสู่ชีวิตใหม่ที่สร้างขึ้น พร้อมทำหน้าที่ต่อยอดเติมเต็มในการหล่อหลอมและส่งเสริมผลักดันการพัฒนาตนอย่างใกล้ชิด
ทั้งสองส่วนนี้ต้องทำงานร่วมกันในระบบสัญญาสองระดับ คือสัญญาประชาคมและสัญญาการสืบพันธุ์ให้กำเนิดที่มุ่งรองรับส่งเสริมการพัฒนาอย่างไม่จำกัดของมนุษยชาติ (ดูภาพ 9)

ภาพ 9: ผังมโนทัศน์ระบบสัญญาพัฒนามนุษย์ (Human Development Contract System) จากการผนวกรวมกันของ (1) สัญญาประชาคม กำกับความรับผิดชอบระดับสังคมและ (2) สัญญาการสืบพันธุ์สร้างชีวิต กำกับความรับผิดชอบระดับปัจเจกในการสร้างชีวิตใหม่ให้เกิดมาโดยมีแนวโน้มมีชีวิตที่มีคุณภาพพร้อมโอกาสการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตลอดชีพ
เพื่อให้ระบบสัญญาแห่งการพัฒนานี้ทำงาน ในการวางสัญญาประชาคมในระดับสังคม ต้องเริ่มจากการทำให้สมาชิกเล็งเห็นผลประโยชน์ที่ทั้งสังคมจะได้ร่วมกันในระยะยาวเพื่อสร้างฉันทามติในการกระจายทรัพยากรและจัดวางกฎกติกา ส่วนในการสร้างระบบสัญญาการสืบพันธุ์ให้กำเนิดในระดับปัจเจก ต้องผลักดันให้เกิดการร่วมกันออกแบบกลไกแรงจูงใจกำกับความรับผิดชอบ โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือให้คุณให้โทษด้วยการเพิ่มผลประโยชน์ให้กับการบรรลุความรับผิดชอบพร้อมเพิ่มต้นทุนให้กับการบกพร่องโดยคำนึงถึงความสามารถและต้นทุนในการป้องกันความผิดพลาด ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องเป็นการเพิ่มต้นทุนให้การสืบพันธุ์สร้างชีวิตใหม่ จากเดิมที่สามารถจะทำได้โดยไร้การกำกับควบคุมให้มีความรับผิดชอบ จะเปลี่ยนเป็นต้องลงทุนมากขึ้นในการให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิตที่จะเกิดมาอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน
แม้จะมีผู้แย้งว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลในการลดแรงจูงใจที่จะสืบพันธุ์และนำไปสู่การลดจำนวนของประชากรซึ่งส่งผลเสียต่อความยั่งยืนของโครงสร้างประชากรของมนุษยชาติ พร้อมแย้งว่าการสืบพันธุ์เป็นเรื่องธรรมชาติตามสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่กระนั้น ก็จำต้องคำนึงด้วยว่าการปล่อยให้มนุษย์ถูกทำเกิดมาทนรับกับชีวิตด้อยคุณภาพอย่างไร้คุณภาพดังที่เป็นเรื่องปกติทั่วไปในปัจจุบันอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการปล่อยให้มีการสืบพันธุ์โดยไร้การกำกับควบคุมนั้นยังไม่ใช่วิถีทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษยชาติ ในแง่ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ จากมุมมองนี้ ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงที่จำนวนประชากร หากแต่อยู่ที่คุณภาพของเส้นทางชีวิตที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้ระบอบการสืบพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่การให้กำเนิดอย่างไร้ความรับผิดชอบจะได้รับการเล็งเห็นว่าเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ ดังที่ในที่นี้ได้เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางนิติเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรความรับผิดชอบระหว่างมนุษย์ พร้อมเน้นย้ำว่าเพื่อให้ทำงานได้อย่างรัดกุมด้วยประสิทธิภาพและความเป็นธรรมสูงสุดสำหรับทุกฝ่าย จำเป็นต้องคำนึงถึงทุกตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้อง ในความสัมพันธ์ซับซ้อนซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจอันหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์
การเกิดนำมาซึ่งการมีอยู่พร้อมเผชิญกับความทุกข์ เพื่อลดแนวโน้มของการถูกทำให้เกิดมาในบริบทอันแวดล้อมด้วยปัจจัยก่อทุกข์ ต้องมีการขับเคลื่อนสังคมไปสู่การจัดสรรความรับผิดชอบระหว่างมนุษย์โดยยึดหลักจริยธรรมการสืบพันธุ์ โดยสามารถเริ่มด้วยการศึกษาเชิงลึกในทางนิติเศรษฐศาสตร์เป็นพื้นฐานประกอบร่วมกับศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบระบบสัญญาพัฒนามนุษย์ที่สามารถบรรลุสมดุลในการสอดประสานความรับผิดชอบสู่ระบบวิถีการสร้างชีวิตที่ทรงประสิทธิภาพและเป็นธรรมสูงสุด เช่นนี้จึงจะยั่งยืนสำหรับมนุษยชาติโดยแท้จริง
เชิงอรรถ
- ผู้สนใจสามารถดูเพิ่มเติม เช่น ในการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นทางปรัชญาเรื่องการกำหนดชีวิตตนในการมีอยู่ของมนุษย์ได้ในรายการพ็อดแคสต์ Owls at Dawn ตอน ‘Job: Angry at God for the Crime of Being’ (2022) หรือฟังการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านภาพยนตร์เรื่อง A Serious Man (2009) ได้ในรายการพ็อดแคสต์ Cafe Theorists ตอน ‘A Serious Man: คนจะซวย ช่วยลูกช้างด้วย’, (2563). ↩︎
- ดูเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของปัญหาความเหลื่อมล้ำกับการขาดโอกาสการพัฒนาของมนุษย์ได้ใน United Nations Development Programme. (2005). ‘Inequality and Human Development’, (Chapter 2). In Human Development Report 2005: International Co-operation at a Crossroads – Aid, Trade and Security in an Unequal World. ↩︎
- Maslow, A. H. (1943). ‘A theory of human motivation’. Psychological Review, 50(4): 370–396. ↩︎
- ดูตัวอย่างพัฒนาการของการแบ่งสรรขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบระดับสังคมและระดับปัจเจกต่อชีวิตใหม่ผ่านการกำหนดกฎหมายได้ที่ Eekelaar, J. (1991). ‘Parental responsibility: State of nature or nature of the state?’. Journal of Social Welfare and Family Law, 13(1): 37-50. ↩︎
- Cudd, A. and Eftekhari, S. (Ed.) (2021). ‘Contractarianism’. Stanford Encyclopedia of Philosophy. (Accessed 15 May 2022). ↩︎
- ดูเพิ่มเติมได้ที่ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี. (2564). บทวิเคราะห์พัฒนาการรัฐสวัสดิการและการต่อสู้: เศรษฐกิจการเมืองกลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ. กรุงเทพฯ: เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair).; Kanchoochat, V. (2019). ‘Social Protection and Welfare State Building: Fast and Slow Lessons’. Social Development Working Papers, 2019/07, UN ESCAP. ↩︎
- ปรับจากเกมสินค้าสาธารณะ (public goods game) จากสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เชิงทดลอง (experimental economics) ↩︎
- ดู เช่น Dyck, A. J. (1973). ‘Procreative Rights and Population Policy’. The Hastings Center Studies, 1(1): 74-82.; Conly. S. (2005). ‘The Right to Procreation: Merits and Limits’. Philosophical Quarterly, 42(2): 105-115. ↩︎
- ดู เช่น Ryan, H. (1990). ‘The argument for unlimited procreative liberty: a feminist critique’. The Hastings Center Report, 20(4): 6-12. ↩︎
- ดู เช่น Steinbock, B. (1994). ‘Reproductive rights and responsibilities’. The Hastings Center Report, 24(3): 15-16.; Robertson, J. A. (1983). ‘Procreative Liberty and the Control of Conception, Pregnancy, and Childbirth’. Virginia Law Review, 69(3): 405-464. ↩︎
- เช่น Archard, D. and Benatar, D. (Ed.). (2011). Procreation and Parenthood: The Ethics of Bearing and Rearing Children. Oxford: Oxford University Press. อ่านบทรีวิวหนังสือได้ที่ Richards, N. (2012). ‘Book Review: Procreation and Parenthood: The Ethics of Bearing and Rearing Children, by David Archard and David Benatar (eds).’ Mind, 121(483): 773-776. (doi.org/10.1093/mind/fzs098) หรือดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ใน Zalta, E. N. (Ed.) (2021). ‘Parenthood and Procreation’. Stanford Encyclopedia of Philosophy. (Accessed 17 May 2022). ↩︎
- ดูภาพรวมเกี่ยวกับการกำหนดความรับผิดชอบของพ่อแม่ตามนิยามโดยรัฐ เช่น Eekelaar (1991) (ตามรายการเชิงอรรถที่ 4) ดูเกี่ยวกับบทบาทรัฐในการจัดการกรณีทารุณกรรมหรือทอดทิ้งเด็กได้ที่ เช่น Richards, N. The Ethics of Parenthood. New York: Oxford University Press. (ดู Chapter 4: ‘Abuse, Neglect, and the State’: 82-111) ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดความรับผิดชอบของพ่อแม่ในอาชญากรรมของลูกตามรายการเชิงอรรถที่ 15 ↩︎
- ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ ‘Anti-natalism’ ใน Zalta, E. N. (Ed.) (2021). ‘Parenthood and Procreation’. Stanford Encyclopedia of Philosophy. (Accessed 17 May 2022). ↩︎
- สำหรับหน้าที่รับผิดชอบของ ‘พ่อแม่’ ที่มิได้เป็นผู้ให้กำเนิด รวมถึงในความสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้เป็นผู้ให้กำเนิดโดยตรง แม้อาจมีลักษณะใกล้เคียงกันในการให้ความดูแลและการสนับสนุนส่งเสริมแก่บุตรในปกครอง แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักของบทความนี้ กระนั้นยังสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่ผู้พึงดูแลลูก ↩︎
- ดูการวิพากษ์การแทรกแซงของรัฐในการกำหนดความรับผิดชอบของพ่อแม่ในอาชญากรรมของลูก ในบริบทที่รัฐไม่ได้ดำเนินบทบาทตามความรับผิดชอบของสังคมในการรองรับชีวิตใหม่อย่างมีคุณภาพและมั่นคง ใน Goldson, B. and Jamieson, J. (2002). ‘Youth Crime, the ‘Parenting Deficit’ and State Intervention: A Contextual Critique’. In Youth Justice, 2(2): 82-99. และ Armond, R. (2009). ‘Parental Responsibility for Youth Offending’. (p.69-83). In Reforming Juvenile Justice. Junger-Tas, J. and Dunkel, F. (Ed.). New York: Springer. ↩︎
- ดู เช่น Miller, A. (1980). For Your Own Good: Hidden Cruelty in Child-Rearing and the Roots of Violence. New York: Farar, Straus, Giroux.; Anna Freud National Centre for Children and Families. (2020). ‘Childhood Trauma and the Brain’. Youtube. (Accessed 25 May 2022). ↩︎
หมายเหตุที่มาต้นฉบับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำส่งในรายวิชาเศรษฐศาสตร์กับกฎหมาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 สอนโดย ผศ. ดร. พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล ในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


