ว่าด้วยการสืบพันธุ์สร้างชีวิต: ตกผลึกจากละครเวที ‘Lungs’ (2025)

ดอมได้รับเชิญให้ไปร่วมชมละครเวทีโปรดักชันคุณภาพเรื่อง Lungs และร่วมเสวนาในหัวข้อการสืบพันธุ์สร้างชึวิตท่ามกลางวิกฤตระดับมนุษยชาติ เพื่อเสนอมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองต่อประเด็นร่วมสมัยอันสำคัญระดับชีวิต

🎭🏆✨ ละครเรื่องนี้เป็นผลงานทรงคุณค่าสุดลิมิเต็ดที่พลาดไม่ได้ ทั้งสำหรับคนอยากมีลูก คนไม่อยากมีลูก และคนทุกคนที่ถูกทำให้เกิดมาเป็นลูก 👼🏻👼🏽👼🏾 (งานดีมาก! ต้องไปดู รายละเอียดท้ายโพสต์ค่ะ)

ในภาพรวม ละครเรื่องนี้ฉายให้เห็นได้อย่างแหลมคมว่า การมีลูกมักเป็นไปเพื่อความปรารถนาของคู่สืบพันธุ์โดยมิได้คำนึงถึงภาระต้นทุนแห่งการมีอยู่ของชีวิตที่จะถูกสร้างขึ้น 🧑‍🧑‍🧒⛓️🌐

ความปรารถนาดังกล่าวนึ้ถูกกำกับโดยแรงขับเคลื่อนตามสัญชาตญาณดึกดำบรรพ์ ที่ทำงานร่วมกับบรรทัดฐานทางสังคมที่ประกอบสร้างขึ้นมาสืบเนื่องกัน

👁️👁️👁️👁️

1. สัญชาตญาณดิบ VS ความแข็งแกร่งทางปัญญา

มนุษย์ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นเพราะมีศักยภาพที่จะใช้กระบวนการคิดเพื่อนำไปสู่การยับยั้งชั่งใจไม่ศิโรราบต่อสัญชาตญาณดิบ เราจึงได้เห็นความพยายามหาเหตุผลเชิงตรรกะให้กับการมีลูก โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตที่อยู่รอบตัวและมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ 🔥🌪️🌊🌋

ละครขยี้ให้เห็นความอ่อนแอไม่สมบูรณ์ของมนุษย์กลุ่มที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามสัญชาตญาณดิบดังกล่าว การใช้ตัวละครเป็นกลุ่มชนชั้นที่ควรจะคิดได้ มิใช่ผู้ขาดทุนทางปัญญา (intellectual capital) โดยเปรียบเทียบกับสังคมส่วนใหญ่ แต่กลับไม่สามารถมองทะลุลึกถึงแก่นของภาระแห่งการมีอยู่ของชีวิตใหม่ได้อย่างครอบคลุม สะท้อนความอ่อนแอไม่สมบูรณ์ดังกล่าวและการไร้ซึ่ง empathy แท้จริง ที่สามารถขยายไปถึงชีวิตที่ยังไม่เกิดขึ้น 👹☠️😶‍🌫️

2. “ฉันเป็นคนดี“ กับ empathy ที่ขยายไปไม่ถึงชีวิตที่ยังไม่เกิด

การไร้ซึ่งความเมตตาที่ไม่อยากสร้างชีวิตใหม่มาเผชิญกับความทุกข์ใดๆ ทำให้ตัวละครต้องพยายามย้ำหลอนตัวเองว่า “ฉันเป็นคนดีๆ” 🗣️ กันอยู่ตลอด โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้มั่นใจ สะท้อนการขาดความเชื่อมั่นในศีลธรรมของตัวเอง สอดรับการขาด empathy ต่อลูกที่ตนจะทำให้เกิดมา โดยที่ชีวิตใหม่นั้นไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย อ้างแต่เพียงการดำรงไว้(แบบใด?)ของเผ่าพันธุ์ตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่รองรับ 🌏🧬🫀🫁

จากข้อนี้ ขอชวนให้ลองสังเกตปรากฏการณ์ในชีวิตจริงรอบตัวเรา ในรูปแบบของการปลิ้นทางเหตุผลของผู้สืบพันธุ์ที่ถูกรุกฆาตเชิงตรรกะ ในกรณีของผู้สืบพันธุ์ชั้นต่ำที่บกพร่องในความรับผิดชอบ (bad breeder) 👎🏼❌🚫 ที่ทำให้ลูกเกิดมามีชีวิตแบบเห่ยๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของกลไกการป้องกันตัว (defense mechanism) จากการมีชนักที่พบเห็นได้ทั่วไป ดูเหมือนว่ายิ่งบกพร่องมาก ก็ยิ่งจะ triggered ได้ง่าย ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะชนักนั้นชั่งใหญ่หลวงชัดแจ้งนัก) 💥🫥💢‼️

3. ความหมายในชีวิตและคุณค่าแห่งตนที่ขาดหาย กับความพยายามเติมเต็มแบบขาดจินตนาการ

ละครยังสะท้อนการขาดคุณค่าแห่งตนในระดับปัจเจกและความสัมพันธ์คู่ชีวิต โดยเฉพาะการไร้ซึ่งศรัทธาแรงกล้าในพลังของตัวเองที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องไปลากชีวิตใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมนรกแห่งชีวิตนี้ 👾😈 ตัวละครดูจะได้รับโอกาสแต่กลับไม่มี passion อะไรกับเส้นทางชีวิตของตัวเองเลย รวมถึงในคู่ชีวิตด้วย ดูเป็น “คนทั่วไป” ในโลกแห่งความ “ใครๆเขาก็ทำกัน” จนน่าขนลุก 💔🧟‍♂️🥴

⚡️ยกระดับความล้ำของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อการสืบต่อ legacy แบบสุดเลิศล้ำ

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เห็นว่าสังคมมนุษย์โดยรวมยังขาดกลไกกำกับดูแลที่จะทำให้การสืบพันธุ์สร้างชีวิต สามารถเป็นไปได้อย่างมีคุณภาพ คือมีประสิทธิภาพกับสังคมโดยรวมและเป็นธรรมกับชีวิตใหม่ที่จะถูกทำให้เกิดมา

ในแง่นี้ดอมจึงเสนอการออกแบบกลไกกำกับดูแลความรับผิดชอบในการสืบพันธุ์สร้างชีวิตทั้งระดับปัจเจกและระดับสังคม ⚖️⭐️ ที่ดอมได้พัฒนาขึ้นระหว่างการเรียนเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) การจัดสรรทรัพยากรรองรับ และ 2) การกำหนดกฎกติกากำกับ (ตามภาพด้านล่างนี้)

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการกำกับแรงจูงใจแบบมองไปข้างหน้า (prospective) ที่สร้างต้นทุนให้กับการสืบพันธุ์แบบไร้ความรับผิดชอบ เพื่อให้เป็นการสืบพันธุ์แบบพัฒนาไปข้างหน้า (procreation) ตามที่วิวัฒนาการควรจะเป็น 🚀💫🌈 ไม่ใช่แบบผลิตซ้ำ (reproduction) จากความตามมีตามเกิด 🙅🏻‍♀️

อย่างไรดอมจะมาพูดถึงกลไกดังกล่าวนี้เพิ่มเติมต่อไปทาง Wizdomkult ⚡️

The Production

สุดท้ายขอชื่นชมการจัดทำละครเวทีเรื่องนี้ที่รังสรรค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ด้วย production ที่น่าประทับใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่เวที แสง เสียง ไปจนถึงการแสดงชั้นครูของนักแสดง ซึ่งต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างเก็บครบทุกเม็ด ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตัวละครตลอดความยาวต่อเนื่องราว 90 นาที ด้วยไดนามิกที่สุดขั้ว (ดูแล้วจะต้องทึ่งในความทำได้ยังไง!) ขอคารวะทั้งคุณพี่เตย ทิพย์ตะวัน อุชัย (รับบทหญิง 1) และคุณวิน ดนัยนันท์ กฤดากร ณ อยุธยา (รับบทชาย 1) มา ณ ที่นี้

ดอมขอมอบ badge ‘คนเลิศ!’ 🌟 ให้กับสุดยอดผู้กำกับดาวรุ่งอนาคตไกล คุณเก่ง สัณหวิชญ์ เมธีอนุวัตร สมมงผู้กำกับไทยรุ่นใหม่ที่ไปสั่งสมความเชี่ยวชาญในนิวยอร์ก ขอบคุณเก่งอีกครั้งที่กลับมาทำละครเรื่องนี้ในไทยและให้เกียรติเชิญดอมและคุณสามีมา ดอมจะคอยติดตามผลงานต่อๆไปของเก่งด้วยความตื่นเต้นตั้งตารอ 💗

ขอบคุณพี่พั้นช์ อาจารย์พั้นช์ รับขวัญ ธรรมบุษดี ผู้ร่วมเสวนา พี่พั้นช์เป็นทั้งพี่สาวสุดที่รักของดอม 👯‍♀️❤️ และยังเป็นอาจารย์ด้านการละครในสมัยปริญญาตรีของคุณเก่งผู้กำกับ ในการเสวนา พี่พั้นช์ได้เน้นย้ำความสำคัญของประเด็นความเหลื่อมล้ำและชนชั้นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชีวิต สมกับที่คอยทำงานทางวิชาการและงานสร้างสรรค์ขับเคลื่อนความเป็นธรรมในสังคมของเราอยู่เสมอ

และขอบคุณคุณสามี โอ๊ต จุฑาภัทร์ กัณฑ์พินิจชา ที่ไปรับชมด้วยกันและนั่งกุมมือกันตลอดทั้งเรื่อง (ยิ่งได้เห็นความสัมพันธ์ของคู่อื่นอย่างในเรื่อง ก็ยิ่งรู้สึกว่าคู่ของเรากัณฑ์พินิจชานี้ช่างเลิศ! จริงๆ 💖) และที่คอยถกวิเคราะห์ประเด็นนี้กับดอมมาตลอด จนออกมาเป็นบทความนี้ค่ะ สมกับความเป็น ‘กาลบทแห่งการเกิดมาพินิจ’ ของพวกเรากัณฑ์พินิจชา 🧝🏻‍♀️🧝🏻 ต่อไปเราจะหยิบประเด็นเหล่านี้มาคุยกันผ่าน Oathdom of Truth – คู่พินิจกัณฑ์ ด้วยค่ะ💕

#lungsbkk

Share this post:

STAY LIT TO THE WIZ

Sign up for the newsletter—never miss a new post from Wizdomkult.