ผนึกพลังท่ามกลางการคานอำนาจระดับโลก แก้ปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้

ผสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศ หาจุดตรงกลางที่ยอมรับได้ เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

⭐️ สรุปภาพรวม

ด้วยความที่เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลในระดับโลก กรณีทะเลจีนใต้นี้เป็นปัญหาความขัดแย้งระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้านของเรา ที่มีความเกี่ยวพันระหว่างหลายฝ่าย ทั้งมหาอำนาจของโลกนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจใหม่ในโลกซึ่งอยู่ในภูมิภาคนี้ได้แก่จีน และประเทศเล็กคู่กรณีหลายประเทศในอาเซียน

การศึกษาเรื่องนี้ทำให้เห็นปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจและผลประโยชน์ในระดับโลกซึ่งมีความอีรุงตุงนังไม่น้อย จึงให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ ตลอดจนหนทางในการแก้ไข

ในความขัดแย้งที่คู่กรณีแต่ละฝ่ายมีอำนาจไม่เท่ากันเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจเรื่องฐานอำนาจที่ไม่สมดุลกัน เพื่อให้สามารถเจรจาต่อรองได้อย่างถูกวิธี ในแง่นี้ดอมเสนอว่าในบริบทของกรณีทะเลจีนใต้ที่มีการแข่งขันทางอำนาจระหว่างมหาอำนาจของโลกเช่นนี้ ประเทศเล็กสามารถรวมพลังกันต่อรองกับมหาอำนาจคู่กรณีโดยใช้การคานอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นมุมมองที่ดอมได้จากการศึกษาทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องอำนาจ

ในแง่ของทางออก ในงานชิ้นนี้ ดอมเน้นย้ำเรื่องการทำความเข้าใจผลประโยชน์ตั้งต้นที่ไม่สอดคล้องกันของแต่ละฝ่ายที่ต่างก็มีเหตุผลแตกต่างกันไปในการอ้างสิทธิเหนือทะเลที่มีผลประโยชน์มหาศาลแห่งนี้ เพื่อมุ่งสู่การผสานผลประโยชน์ร่วมและหาจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายจะสามารถยอมรับได้ ซึ่งในงานนี้ดอมได้นำเสนอโดยแบ่งเป็นหกมิติ ประกอบด้วย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย (PESTEL)

ทั้งหมดนี้โดยมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาคในการพัฒนาพื้นที่ทะเลจีนใต้แห่งนี้โดยยึดหลักการเรื่องความยั่งยืน (sustainability) ด้วยการก้าวข้ามความขัดแย้งเรื้อรังอันเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนโลกได้อย่างที่ควร

Dom K.
de la Wizdomkult

🌏🪢🌟🌏🪢🌟

⚡️ บทนำ

ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจและผลประโยชน์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนและทรงอานุภาพอย่างเหลือล้นในสังคมมนุษย์ ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนในการแสวงหาอำนาจในรูปแบบต่างๆเพื่อบรรลุผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ‘อำนาจ’ (power) หมายถึงความสามารถในการนำมาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการโดยมีฐานอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายต่างๆที่มีอำนาจไม่เท่ากัน ความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจนี้เป็นสิ่งที่มีมาตลอดในประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ และปรากฏในสังคมทุกระดับตั้งแต่ระหว่างปัจเจกบุคคลไปจนถึงระหว่างรัฐชาติ (Dahl, 1957: 201-203; Russell, 1996: 1-22) ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับใหญ่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้แก่ปฏิสัมพันธ์ในระบบระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการกำหนดระเบียบโลกและกำกับวิถีการจัดสรรทรัพยากรระหว่างประเทศต่างๆในโลก จึงเป็นที่มาของความพยายามสะสมอำนาจและการแข่งขันทางอำนาจในด้านต่างๆอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของประเทศ (Russell, 1996: 178) 

หนึ่งกรณีสำคัญที่สามารถสะท้อนภาพการสะสมและแข่งขันทางอำนาจในระดับโลกได้เป็นอย่างดีได้แก่กรณีทะเลจีนใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางภูมิยุทธศาสตร์ในด้านเศรษฐกิจและการเมืองสำหรับประเทศมหาอำนาจและประเทศอื่นๆทั้งในและนอกภูมิภาค โดยตั้งอยู่ในภูมิภาคซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีน ประกอบกับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมอย่างสหรัฐฯมีอิทธิพลมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับประเทศเล็กในภูมิภาคซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ยิ่งเปิดโอกาสให้สหรัฐฯเข้ามาดำเนินบทบาทเชิงอำนาจในภูมิภาคแห่งนี้ (Buszynski, 2019) ทั้งหมดนี้ทำให้กรณีทะเลจีนใต้เป็นกรณีที่ควรค่าแก่การพิจารณาด้วยกรอบของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (international political economy – IPE) เพื่อทำความเข้าใจความซับซ้อนของการแข่งขันเชิงอำนาจโดยมีหลายฝ่ายเกี่ยวพันกันอยู่บนฐานของแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน

ทั้งนี้ การศึกษากรณีทะเลจีนใต้ไม่เพียงจะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาจากความขัดแย้งสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในระบบระหว่างประเทศซึ่งมีความขัดแย้งจากการแข่งขันเชิงอำนาจ เพื่อเป็นการสำรวจหนทางในการสร้างความร่วมมือบนบริบทของความขัดแย้งในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ต่อไปด้วย

เพื่อพิจารณากรณีทะเลจีนใต้ด้วยกรอบของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ​และพัฒนาแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ บทความนี้แบ่งเป็นสองส่วนหลัก ส่วนแรกเป็นการสำรวจความเป็นมาและสภาพปัญหากรณีทะเลจีนใต้ในปัจจุบัน ซึ่งฉายให้เห็นความพัวพันระหว่างสองมหาอำนาจและประเทศเล็กในภูมิภาคในพื้นที่ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การคานอำนาจระดับโลก หลังจากนั้นส่วนที่สองนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งกรณีทะเลจีนใต้ โดยมุ่งเน้นแนวทางสำหรับการเจรจาที่ทุกฝ่ายสามารถเห็นพ้องกันในด้านต่างๆ ด้วยการวิเคราะห์โดยใช้กรอบยุทธศาสตร์ PESTEL ที่ประกอบด้วยหกมิติเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ครอบคลุมในทุกด้านที่สำคัญในกรณีทะเลจีนใต้ ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการผสานผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆบนฐานของจุดตั้งต้นที่ต่างกันเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

บทที่ 1: สำรวจความเป็นมาและสภาพปัญหากรณีทะเลจีนใต้ในปัจจุบัน

📍 ความพัวพันระหว่างสองมหาอำนาจและประเทศเล็กในภูมิภาค ณ จุดยุทธศาสตร์การคานอำนาจระดับโลก

1.1 ความสำคัญของทะเลจีนใต้: ผลประโยชน์อันพึงปรารถนา มีค่าจึงน่าครอบครอง

ทะเลจีนใต้เป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ในมิติเศรษฐกิจ ทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางการขนส่งทางทะเลที่สำคัญสำหรับประเทศในภูมิภาคและประเทศอื่นๆ โดยเป็นทางผ่านของสินค้าหนึ่งในสามของโลกและเป็นจุดสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบของโลกซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งทรัพยากรประมงและทรัพยากรพลังงาน (ChinaPower CSIS, 2016; AJOT, 2018)

ในมิติการเมือง ทะเลจีนใต้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นทะเลกึ่งปิดที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯอยู่อีกฝั่ง และขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ทางทะเลที่เชื่อมต่อกับทิศใต้ของมหาอำนาจในภูมิภาคได้แก่จีน (EIA, 2019; Li, 2015: 98; Buszynski, 2019: 70-73) ความสำคัญทางภูมิยุทธศาสตร์ในด้านต่างๆเหล่านี้ทำให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ทางกายภาพของการคานอำนาจระดับโลกระหว่างมหาอำนาจเดิมของโลกอย่างสหรัฐฯและมหาอำนาจใหม่อย่างจีน (Teixeira, 2021)

และนอกจากระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ ทะเลจีนใต้ยังเป็นพื้นที่ที่มีการพิพาทระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาคซึ่งกล่าวอ้างสิทธิอธิปไตยบนพื้นที่ที่ทับซ้อนกันเหนือบริเวณในหมู่เกาะสำคัญที่มีภูมิลักษณ์หลากหลาย (EIA, 2019) ความสำคัญหลากหลายมิติเช่นนี้ทำให้ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระดับโลกซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

1.2 วิวัฒนาการความขัดแย้ง: การอ้างสิทธิที่ทับซ้อนเมื่อต่างฝ่ายมุ่งสะสมอำนาจ

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ก่อตัวขึ้นในยุคที่จักรวรรดินิยมเรืองอำนาจเหนือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราวต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนถูกคุกคามโดยการรุกรานจากต่างชาติที่เข้ามาครอบครองดินแดนต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งจีนและผู้ล่าอาณานิคมต่างประกาศสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มเผยแพร่แผนที่ที่มีเส้นแสดงอาณาเขตเป็นรูปตัวยู (U-shaped line) ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ (Hayton, 2019; Zou and Ye, 2021: 124-125)

ต่อมาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20หลายประเทศเล็กบริเวณชายฝั่งได้เข้าอ้างสิทธิเช่นเดียวกันเหนือพื้นที่ที่ทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ ความขัดแย้งเริ่มระอุขึ้นเรื่อยๆเมื่อแต่ละประเทศยกระดับการอ้างสิทธิและเข้ายึดครองเกาะต่างๆในพื้นที่โดยมีการใช้กำลังทหารและปะทะกันหลายครั้ง โดยเฉพาะระหว่างจีนกับแต่ละประเทศเล็กคู่กรณี ความขัดแย้งในลักษณะนี้ดำเนินมาในรูปแบบต่างๆจนถึงปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 (Tønnesson, 2020: 9-10, Tønnesson, 2021: 36-38) และปะทุไปถึงจุดสูงสุดเมื่อฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อดำเนินคดีกับจีนในปี2013 ซึ่งศาลฯมีคำตัดสินเข้าข้างฟิลิปปินส์ในปี 2016 ว่าเส้นแสดงอาณาเขตของจีนไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ จีนซึ่งไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมกระบวนการนี้ตั้งแต่แรกได้ปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าว (Foreign Policy, 2016)

ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการดำเนินคดีดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จีนได้สร้างเกาะเทียมเป็นพื้นที่รวม 3,200 เอเคอร์และได้เร่งดำเนินการสั่งสมทางทหาร (militarization) ในทะเลจีนใต้โดยไม่มีฝ่ายใดสามารถทัดทานได้อย่างเป็นผล (AMTI, n.d.; Grossman, 2020)

ในแง่หนึ่ง ความขัดแย้งจากการเข้าอ้างสิทธิครอบครองพื้นที่ของประเทศต่างๆเช่นนี้สะท้อนความพยายามสะสมอำนาจในการแข่งขันกับฝ่ายอื่นๆที่อ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกันในบริบทที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งทำให้แต่ละประเทศต่างต้องพยายามแย่งชิงมาให้ได้มากที่สุดเพื่อรับประกันฐานอำนาจของตนเอง อย่างไรก็ดี แง่มุมที่ไม่ควรมองข้ามคือความพยายามในลักษณะดังกล่าวนี้อาจกำลังทำให้แต่ละประเทศต้องอยู่บนเส้นทางของการแข่งขันทางอำนาจที่ไม่จบสิ้น และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการขยายอำนาจทางทหารในทะเลจีนใต้จนเสียโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในมิติอื่นๆที่เป็นรูปธรรม

ซึ่งนับว่าน่ากังวลโดยเฉพาะเมื่อปรากฏชัดเจนแล้วว่ากระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือคลี่คลายภาวะการแข่งขันเชิงอำนาจเช่นนี้ได้ เพราะไม่ได้เป็นการแก้ไขอย่างตรงจุดที่บ่อเกิดของแรงขับเคลื่อนดังกล่าวแต่อย่างใด

1.3 สนามประลองอำนาจระดับโลก: พื้นที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ หยุดไม่ได้ ไปต่อไม่ถึง

นอกจากความขัดแย้งระหว่างประเทศคู่กรณีในภูมิภาคที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิพาทในทะเลจีนใต้ ปมความขัดแย้งดังกล่าวนี้ยังซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นด้วยบทบาทของประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาคได้แก่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอีกตัวแสดงสำคัญ การดำเนินบทบาทของสหรัฐฯในกรณีทะเลจีนใต้นี้มีความสอดรับกับยุทธศาสตร์โดยรวมของสหรัฐฯในแต่ละช่วงเวลา โดยสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปต่ออำนาจของจีนในฐานะมหาอำนาจใหม่ผู้ท้าชิงเมื่อเวลาผ่านไป และยกระดับขึ้นเมื่อจีนมีการสะสมพลังอำนาจสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้อย่างชัดเจนในรูปแบบของการสะสมอำนาจทางการทหารของทั้งสองฝ่ายในภูมิภาค โดยจีนมีการไล่กวดสหรัฐฯด้วยการเพิ่มระดับสมรรถนะทางการทหารอย่างรวดเร็ว ขณะที่สหรัฐฯได้เข้าดำเนินบทบาททางการทหารในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในการร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่เป็นคู่กรณีกับจีน

ทั้งนี้ เมื่อคำนึงว่าประเทศเล็กในภูมิภาคที่เป็นคู่กรณีในข้อพิพาทมีอำนาจอ่อนแอกว่าจีนอย่างเทียบไม่ติด หากสหรัฐฯไม่เข้ามาดำเนินบทบาททางการทหารเพื่อคานอำนาจกับจีน ก็มีแนวโน้มสูงที่การพิพาทจะเป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อจีนมากกว่าประเทศเล็กคู่กรณี (Li and Atmakuri, 2021: 454-462; Li, 2015: 94-96) กล่าวได้ว่าความพยายามในการรักษาความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯด้วยการแข่งขันเชิงอำนาจกับจีนผ่านบทบาททางทหารได้กลายเป็นการคานอำนาจที่ส่งผลดีต่อประเทศเล็กคู่กรณีในภูมิภาคในการควบคุมการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจใหม่อย่างจีนที่ทวีความยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆมิให้เป็นไปอย่างไร้ขอบเขต

กระนั้น ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันซับซ้อนเช่นนี้นำไปสู่ภาวะที่ต่างฝ่ายต่างต้องเพิ่มระดับการสะสมอำนาจอย่างไม่สามารถคลายมือได้เนื่องจากมีความกังวลที่เกิดจากความพยายามสะสมอำนาจเช่นกันของฝ่ายตรงข้าม แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเป็นไปอย่างมีขอบเขตด้วย เพราะย่อมไม่มีฝ่ายใดต้องการให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นจนนำไปสู่ความรุนแรงที่จะก่อความเสียหายมหาศาลต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างต้องรักษาดุลอำนาจผ่านการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเล็กในภูมิภาค

ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าในภาวะที่มหาอำนาจที่แข่งขันกันอยู่โดยมีเงื่อนไขอันเป็นข้อจำกัดเช่นนี้ ประเทศเล็กอาจเป็นฝ่ายเดียวที่สามารถขับเคลื่อนการเจรจาต่อรองให้เกิดความร่วมมือที่จะนำไปสู่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะไม่ต้องถูกจำกัดด้วยการต่อสู้งัดง้างที่ไม่อาจทั้งเดินหน้าและถอยหลังดังเช่นที่สหรัฐฯและจีนประสบอยู่ในขณะนี้

1.4 กลไกพหุภาคีสู่เสถียรภาพระดับภูมิภาค: ความพยายามที่ยังไม่สำเร็จบนฐานของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว  

อย่างไรก็ดี แม้จะมีความขัดแย้งชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ยังปรากฏความพยายามระหว่างประเทศต่างๆในการเจรจาเพื่อหาหนทางบรรเทาความขัดแย้งในกรณีทะเลจีนใต้นี้ โดยเฉพาะระหว่างประเทศในภูมิภาคซึ่งกระทำผ่านกลไกพหุภาคีได้แก่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรืออาเซียน (ASEAN) ร่วมกับจีน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีแรงจูงใจต่างกันจากระดับการมีส่วนได้ส่วนเสียที่ต่างกันตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งเป็นคู่กรณีโดยตรง ทำให้อาเซียนที่ยึดหลักฉันทามติในการตัดสินใจไม่สามารถบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันได้ทั้งในระดับภายในและในการมีผลบังคับใช้ในระดับภูมิภาคระหว่างฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้การเจรจาประมวลการปฏิบัติกรณีทะเลจีนใต้ (Code of Conduct – CoC) เพื่อส่งเสริมความสันติและเสถียรภาพในภูมิภาคเป็นไปอย่างล่าช้าและยังไม่บรรลุผลสำเร็จ (Beckman and Dang, 2021: 339-343; Son, 2020: 33-34) 

ทั้งนี้เป็นเพราะแต่ละฝ่ายมีความต้องการหลักที่ไม่สอดคล้องกัน คือมหาอำนาจใหม่ในภูมิภาคอย่างจีนต้องการสกัดกั้นบทบาทของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาคโดยเฉพาะสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศเล็กในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศคู่กรณี ต้องการประมวลการปฏิบัติที่จะควบคุมบทบาทเชิงรุกของจีนในทะเลจีนใต้ (Hayton, 2021; Thayer, 2020: 49-57; Pedrozo, 2021: 945-948) แต่กระนั้นการมีความพยายามเจรจาเช่นนี้ก็ชี้ให้เห็นโอกาสเกิดความร่วมมือหากมีการผสานผลประโยชน์ให้ลงตัวได้ในที่สุด โดยเฉพาะจากการรวมพลังในกลไกพหุภาคีที่สามารถช่วยให้ประเทศเล็กมีอำนาจต่อรองมากขึ้นท่ามกลางการคานอำนาจระหว่างมหาอำนาจของโลก

🌏🪢🌏🪢🌏🪢

การพิจารณาภาพรวมของกรณีจีนใต้ในที่นี้สะท้อนภาพการแข่งขันกันสะสมอำนาจตามกำลังของแต่ละฝ่ายซึ่งอาจเป็นลักษณะธรรมชาติของสังคมมนุษย์ที่เรายังไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ขณะเดียวกันก็บ่งชี้โอกาสท่ามกลางการคานอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจของโลกซึ่งเอื้อให้ประเทศเล็กสามารถรวมพลังกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือได้ก็ต่อเมื่อมีการตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันบนฐานของความเข้าใจในจุดยืนตั้งต้นที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งจะอธิบายในส่วนต่อไป

บทที่ 2: แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งกรณีทะเลจีนใต้

❣️ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ผสานผลประโยชน์บนจุดตั้งต้นที่แตกต่าง สู่ความร่วมมือในการพัฒนาระดับภูมิภาค

เนื่องจากกรณีทะเลจีนใต้มีความไม่สอดคล้องกันของผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆ จึงไม่แปลกที่จะยังคงมีความไม่เห็นพ้องในการร่วมกันกำหนดแนวทางจัดการด้านต่างๆที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีที่มีการพิพาทเช่นนี้ บางประเด็นอาจยังมีความอ่อนไหวหรือไม่มีจุดที่ทุกฝ่ายสามารถได้ตามที่ต้องการทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการเจรจาต้องมีการประนีประนอมที่มุ่งบรรลุจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการตกลง

ซึ่งหากทำได้สำเร็จ นอกจากจะช่วยลดแนวโน้มการเกิดความขัดแย้งและเพิ่มเสถียรภาพในภูมิภาค ยังจะสามารถนำไปสู่ความร่วมมืออันจะก่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อีกด้วย

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเจรจาผ่านกลไกพหุภาคีจากการรวมตัวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบกลไกจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมโดยสอดคล้องกับระดับศักยภาพและระดับการมีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ด้วยการใช้ประโยชน์จากการคานอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้ ในการต่อรองให้มหาอำนาจแต่ละฝ่ายให้ความร่วมมือในการรับบทบาทเป็นผู้ถ่วงดุลไม่ให้ฝ่ายใดใช้อำนาจของตนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ควบคู่กับเป็นผู้นำหรือผู้สนับสนุนการพัฒนาในภูมิภาคแห่งนี้

🌟 ทิศทางการพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน: มุ่งเน้นการพัฒนาระดับภูมิภาคเป็นสำคัญ

ในแง่ของทิศทางการพัฒนา เพื่อให้เกิดจุดยืนเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันสามารถยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับภูมิภาค หมายถึงการพัฒนาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมมิติคุณภาพชีวิตมนุษย์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงผลในระยะยาว (Scheyven et al. 2016: 3)

ในที่นี้ เพื่อเป็นการสำรวจโอกาสและเสนอแนวทางการเจรจาในเชิงประเด็นโดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพิจารณาในส่วนนี้จะใช้กรอบยุทธศาสตร์ PESTEL ซึ่งครอบคลุมหกมิติที่สำคัญ ได้แก่ 1) การเมือง 2) เศรษฐกิจ 3) เทคโนโลยี 4) สังคม 5) สิ่งแวดล้อม 6) และกฎหมาย

ทั้งหกมิตินี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในกรณีทะเลจีนใต้และควรได้รับการพิจารณาหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่และยกระดับการพัฒนาด้วยความร่วมมือต่อไป

ทั้งนี้โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายน่าจะสามารถเห็นพ้องกันผ่านกลไกแบบพหุภาคี สรุปแนวทางเกี่ยวกับประเด็นหลักในแต่ละมิติได้ดังต่อไปนี้

1) มิติการเมือง: กำหนดแนวปฏิบัติขั้นต่ำสำหรับพื้นที่สิทธิคลุมเครือ ทุกฝ่ายจำกัดบทบาททางการทหาร

ขณะที่จีนไม่ต้องการให้ความตกลงในกลไกแบบพหุภาคีครอบคลุมพื้นที่ที่มีการพิพาทแบบทวิภาคี ประเทศเล็กคู่กรณีต้องการให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อหาจุดตรงกลาง สิ่งที่อาจทำได้คือกำหนดแนวปฏิบัติขั้นต่ำสำหรับพื้นที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องพร้อมแยกประเภทสำหรับพื้นที่ที่มีการพิพาทโดยเฉพาะเพื่อนำไปสู่การออกแบบแนวทางการจัดการที่สอดรับกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ในแง่ของบทบาททางการทหาร จีนต้องการมีสิทธิ์ยับยั้งเด็ดขาดในการจำกัดบทบาททางทหารของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค ขณะที่ประเทศเล็กต้องการใช้ความสัมพันธ์ทางทหารกับมหาอำนาจภายนอกเพื่อคานกับมหาอำนาจภายใน

ในแง่นี้เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาคและพบกันตรงกลาง ทุกฝ่ายควรมุ่งจำกัดบทบาททางการทหาร ยกเว้นในกรณีที่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าประเทศนั้นๆกำลังประสบกับการคุกคามความมั่นคงในทะเลจีนใต้ โดยต้องมีการรายงานระบุเหตุผลถึงเหตุการณ์อันเป็นชนวนเหตุนั้นเพื่อชี้ปัญหาว่าการกระทำแบบใดที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงภายในภูมิภาค เช่นนี้จะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองด้านความมั่นคงให้แก่ประเทศเล็กโดยที่มิต้องเพิ่มความตึงเครียดด้วยบทบาททางการทหารที่ไม่จำเป็นตั้งแต่แรก ทั้งนี้ต้องมีการออกแบบกลไกที่รัดกุมและมีส่วนร่วมโดยหลายฝ่าย

2) มิติเศรษฐกิจ: ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในภูมิภาคร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการแข่งขันจากภายนอก

ในขณะที่ฝ่ายจีนไม่ต้องการให้ประเทศอื่นนอกภูมิภาคเข้ามาแสวงกำไรจากทรัพยากรในภูมิภาค ประเทศเล็กคู่กรณีซึ่งมีอำนาจทางเศรษฐกิจน้อยกว่าต้องการให้เกิดการแข่งขันจากผู้ลงทุนนอกภูมิภาคเพื่อไม่ให้ทุนใหญ่ของจีนผูกขาดอำนาจการลงทุนอยู่ชาติเดียวจนบั่นทอนอำนาจต่อรองของฝ่ายอื่น

ในแง่นี้การหาจุดตรงกลางสามารถทำได้ด้วยการเปิดให้มีการแข่งขันโดยให้ลำดับความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคก่อน และกำหนดว่าหากจะเลือกผู้ลงทุนจากภายนอกจำเป็นต้องระบุเหตุผลพร้อมอธิบายการวิเคราะห์ความคุ้มค่ากับต้นทุน (cost-effectiveness analysis) ที่แสดงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่สูงกว่า ทั้งนี้ต้องออกแบบกลไกให้มีการนำข้อเสนอที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาพิจารณาร่วมกันและระบุจุดปรับปรุงวิธีการใช้ทรัพยากรในภูมิภาคต่อไป

3) มิติสังคม: รับประกันความมั่นคงชีวิตคน

เพื่อเพิ่มความมั่นคงของชีวิตคนในพื้นที่ที่มีการพิพาทและมีความคลุมเครือเรื่องสิทธิในทะเลจีนใต้ จำเป็นต้องมีการออกแบบกลไกป้องกันเหตุการณ์คุกคามที่อาจเป็นภัยต่อชีวิตซึ่งสามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายพร้อมระบุแนวทางการลงโทษอย่างชัดเจน และเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ สามารถออกแบบให้เป็นการดำเนินคดีภายในประเทศของผู้ก่อเหตุ โดยต้องมีการมีส่วนร่วมสังเกตการณ์และรายงานกระบวนการทางกฎหมายต่อที่ประชุมระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส พร้อมมีกลไกรองรับหากไม่ปฏิบัติตามนั้น

4) มิติเทคโนโลยี: สนับสนุนด้วยเทคโนโลยีอย่างสอดรับกับศักยภาพ โอกาสประกาศแสนยานุภาพอย่างยั่งยืน

แทนที่จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มพลังอำนาจทางการทหารเป็นหลัก ประเทศมหาอำนาจที่มีศักยภาพสูงกว่าสามารถให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในลักษณะที่จะก่อประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่สมาชิกในภูมิภาคโดยยึดหลักเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้มหาอำนาจสร้างฐานอำนาจที่แข็งแกร่งในภูมิภาคจากการเป็นผู้นำในการพัฒนา ในแง่นี้ต้องมีการร่วมกันออกแบบกลไกรองรับบทบาทดังกล่าวของมหาอำนาจทั้งในและนอกภูมิภาคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

5) มิติสิ่งแวดล้อม: พัฒนากลไกกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนการแข่งขันทางอำนาจเป็นการแข่งกันพัฒนาเพื่อโลก

ในมิติสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องร่วมออกแบบกลไกจัดการสองทาง คือกลไกป้องกันและจัดการกับการกระทำที่บั่นทอนสิ่งแวดล้อม และกลไกส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน โดยในทำนองเดียวกันกับในมิติเทคโนโลยี ประเทศมหาอำนาจซึ่งมีทุนมากกว่าประเทศเล็ก ทั้งทุนทางงบประมาณและทุนทางเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สามารถเป็นผู้นำหรือผู้สนับสนุนในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมได้

6) มิติกฎหมาย: สร้างผลผูกพันทางกฎหมายในประเด็นที่สามารถเห็นพ้อง ออกแบบกลไกถ่วงดุลโดยหลายฝ่าย

เพื่อกำกับให้การปฏิบัติในด้านต่างๆทั้งหมดข้างต้นและด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม จำเป็นต้องมีการสร้างกลไกการบังคับใช้ทางกฎหมาย โดยสามารถกำหนดให้มีการจัดกลุ่มประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันในเบื้องต้นให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แยกกับเรื่องที่ยังมีความคลุมเครือซึ่งต้องมีการเจรจาและระบุเพิ่มเติม พร้อมกำหนดให้แต่ละฝ่ายมีส่วนร่วมตามระดับการมีส่วนได้ส่วนเสีย

ในแง่นี้เพื่อหาจุดตรงกลางที่จะเพิ่มความโปร่งใสเป็นธรรมโดยที่ทุกฝ่ายยังคงยอมรับได้ ควรกำหนดให้มีบุคคลที่สามร่วมเป็นพยานสังเกตการณ์และออกแถลงการณ์แสดงความเห็นในการตัดสินกรณีมีการพิพาทเกิดขึ้น

💫 บทสรุป

จากการสรุปแนวทางการสร้างความร่วมมือในทั้งหกมิตินี้ จะเห็นได้ว่าตัวแสดงแต่ละรายสามารถมีส่วนร่วมตามระดับศักยภาพและการมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศในภูมิภาค มหาอำนาจในและนอกภูมิภาค หรือสถาบันระหว่างประเทศ บทบาทของตัวแสดงแต่ละรายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการสร้างกลไกพหุภาคีที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการที่เกี่ยวข้องกับกรณีทะเลจีนใต้ในมิติต่างๆอย่างเหมาะสม ด้วยการพยายามหาจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายน่าจะยอมรับได้และสามารถได้ประโยชน์ดังที่ได้นำเสนอข้างต้นนี้

การพิจารณากรณีทะเลจีนใต้ด้วยกรอบของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศในที่นี้เผยให้เห็นปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ โดยทำให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์จากทรัพยากรและแรงจูงใจในการสะสมอำนาจ ซึ่งทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนการตัดสินใจของแต่ละฝ่ายในระบบระหว่างประเทศ ความเข้าใจเช่นนี้ ประกอบกับการคำนึงถึงโอกาสการเจรจาต่อรอง ณ จุดยุทธศาสตร์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เป็นจุดตั้งต้นที่ปูทางไปสู่การพัฒนาข้อเสนอสำหรับกรณีทะเลจีนใต้ซึ่งประสบปัญหาจากความไม่สอดคล้องของผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆมาเป็นเวลานาน

เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องดังกล่าว จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ตั้งต้นที่แตกต่างกันจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ และมุ่งหาจุดตรงกลางที่ทุกฝ่ายสามารถเห็นพ้องกันเพื่อออกแบบกลไกกำกับดูแลแบบพหุภาคีที่เข้มแข็ง ซึ่งไม่เพียงจะช่วยลดระดับความขัดแย้ง แต่ยังจะส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน และทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นทรัพยากรโลกที่ก่อประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้โดยมิต้องถูกจำกัดด้วยความขัดแย้งอีกต่อไป

รายการอ้างอิง

AJOT. (2018). ‘More than 30% of global maritime crude oil trade moves through the South China Sea’. Accessed 28 January 2022 from www.ajot.com.

AMTI. (n.d.). ‘China Island Tracker’. Accessed 28 January 2022 from amti.csis.org.

Beckman, R. and Dang V. H. (2021). ‘ASEAN and the South China Sea’. In Routledge Handbook of the South China Sea, ed. Zou, K. Routledge.

Buszynski, L. (2019). ‘The South China Sea: an arena for great power strategic rivalry’. In Building a Normative Order in the South China Sea: Evolving Disputes, Expanding Options, ed. Thuy, T. T. et al. Edward Elgar Publishing.

ChinaPower CSIS. (2016) ‘How Much Trade Transits the South China Sea?’. Accessed 28 January 2022 from chinapower.csis.org.

Dahl, R. A. (1957). ‘The Concept of Power’. In Behavioral Science, 2(3): 201-215.

EIA. (2019). ‘South China Sea’. Accessed 28 January 2022 from www.eia.gov.

Foreign Policy. (2016). ‘Why China Says No to the Arbitration on the South China Sea’. Accessed 28 January 2022 from foreignpolicy.com.

Grossman, D. (2020). ‘Military build-up in the South China Sea’. In The South China Sea: From a Regional Maritime Dispute to Geo Strategic Competition, ed. Buszynski, L. and Hai, D. T. Routledge.

Hayton, B. (2019). ‘The Modern Origins of China’s South China Sea Claims: Maps, Misunderstandings, and the Maritime Geobody’. In Modern China, 45(2): 127-170.

Hayton, B. (2021). ‘After 25 Years, There’s Still No South China Sea Code of Conduct’. Accessed 28 January 2022 from foreignpolicy.com.

Li, J. (2015). ‘China, the US, and maritime security in East Asia: A Chinese perspective’. In New Dynamics in US-China Relations: Contending for Asia Pacific. Routledge.

Li, M. and Atmakuri, A. (2021). ‘US-China rivalry in the South China Sea’. In Routledge Handbook of the South China Sea, ed. Zou, K. Routledge.

Pedrozo, R. (2021). ‘Is a South China Sea Code of Conduct Viable?’. In International Law Studies, 97: 937-955.

Russel, B. (1996). Power: A Social Analysis. Routledge.

Scheyven, R. et al. (2016). ‘The Private Sector and the SDGs: The Need to Move Beyond “Business as Usual”’. In Sustainable Development, 24(6): 371-382.

Sons, H. S. (2020). ‘ASEAN and the South China Sea’. In The South China Sea: From a Regional Maritime Dispute to Geo Strategic Competition, ed. Buszynski, L. and Hai, D. T. Routledge.

Teixeira, V. A. G. (2021). ‘The Hegemony’s Contest in the South China Sea’. In SAGE Open, July-September: 1-15.

Thayer, C. A. (2020). ‘ASEAN, China, and the Code of Conduct’. In The South China Sea: From a Regional Maritime Dispute to Geo Strategic Competition, ed. Buszynski, L. and Hai, D. T. Routledge.

Tønnesson, S. (2020). ‘Four aspects of the crisis in the South China Sea’. In The South China Sea: From a Regional Maritime Dispute to Geo Strategic Competition, ed. Buszynski, L. and Hai, D. T. Routledge. 

Tønnesson, S. (2021). ‘The South China Sea: historical developments’. In Routledge Handbook of the South China Sea, ed. Zou, K. Routledge.  

Zou, K. and Ye Q. (2021). ‘The U-shaped line and its legal implications’. In Routledge Handbook of the South China Sea, ed. Zou, K. Routledge.

หมายเหตุที่มาต้นฉบับ & กิตติกรรมประกาศ

เรียงความฉบับนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1🥇 จากการประกวดเรียงความในหัวข้อ ‘The South China Sea Disputes and Possible Solutions’ (2022) จัดโดยสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

เรียงความนี้ดัดแปลงจากเปเปอร์ฉบับเต็มในหัวข้อ ‘สำรวจพลังอำนาจของประเทศเล็กท่ามกลางการห้ำหั่นระหว่างมหาอำนาจ: ฟิลิปปินส์และโอกาสการต่อรองผ่านความตกลงพหุภาคีกับอาเซียน กรณีทะเลจีนใต้ เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน’ นำส่งในวิชาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ ในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิชาดังกล่าวสอนโดย รศ. ดร. ปิติ ศรีแสงนาม ซึ่งได้กรุณามอบคำชี้แนะอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเปเปอร์ดังกล่าว ท่านอาจารย์ปิติเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการใช้หลักคิดเชิงวิชาการเหนืออคติเชิงอุดมการณ์ และทำให้ดอมพยายามมองประเด็นความขัดแย้งให้รอบด้านมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่แต่ละฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกันให้ได้ผลในทางปฏิบัติ

Share this post:

STAY LIT TO THE WIZ

Sign up for the newsletter—never miss a new post from Wizdomkult.