ดอมมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมฟังงานเสวนาหัวข้อ ‘สามัญชนและประชาธิปไตยในระบบทุนนิยม’ จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดอมพบว่าแม้จะมีการระบุปัญหาของโครงสร้างเชิงสถาบันในระบบเศรษฐกิจการเมืองตามสภาพที่เป็น แต่บทสนทนาภายในงานกลับยังเน้นการวิพากษ์แบบ top-down มากกว่า bottom-up จึงทำให้ยังขาดมุมมองที่ทะลวงถึงแก่นสัจธรรมอย่างเป็นองค์รวม
โดยเฉพาะในเรื่อง วัฏจักรความถดถอยของ “สามัญชน” ภายใต้การขาดกลไกกำกับสมดุลในระบบระบอบที่บกพร่องนำไปสู่การผลิตซ้ำกระแสมวลทางสังคมที่เร่งการกัดกร่อนศักยภาพทางอารยธรรม
แง่มุมที่ได้จากมุมมองดังกล่าวนี้ ยังบ่งชี้นัยเกี่ยวกับการออกแบบ ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘ทุนนิยม‘ ตลอดจนอุปสรรคและข้อจำกัด
ดอมได้นำเสนอทรรศนะของดอมเองส่วนหนึ่งไปในงานคร่าวๆแล้ว (รับชมได้ในคลิปวิดีโองานปาฐกถา) จึงอยากนำมาเรียบเรียงและขยายเพิ่มเติมในที่นี้ โดยบูรณาการกรอบคิดเชิงฟิสิกส์ที่ดอมเองกำลังเริ่มศึกษา เข้ามาประกอบกับมุมมองทางสังคมศาสตร์ เพื่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมเป็นสัจธรรม
1. ⚛️🌫️🧲 การเกาะเกี่ยวก่อพันธะของ ‘อนุมูลอิสระแห่งตัวตน’ (Free-Radical Selves) นำไปสู่การผลิตซ้ำกระแสมวลชนด้อยคุณภาพ
ระบบวัฒนธรรมการสืบพันธุ์ให้กำเนิดที่มีการเสริมสร้างทุนชีวิตต่ำ (low life-capitalization) ทั้งในเชิงวัตถุและเชิงคุณค่า ย่อมผลิตผู้ขาดความสมบูรณ์ในตัวตนจำนวนมากที่มีภาวะ ‘อนุมูลอิสระแห่งตัวตน’ (Free-Radical Selves) ซึ่งมีแนวโน้มรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะขาดเสถียรภาพภายในตนเอง จึงแสวงหาการเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน
ในยุคสมัยที่มีการเชื่อมต่อถึงกันทันทีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเสมือนสนาม (field) ที่เอื้อต่อการสั่นพ้องระหว่างคลื่นที่มีความถี่ใกล้เคียงกัน จึงเร่งการก่อพันธะ (bond) ระหว่างอนุภาคซึ่งรวมตัวกันเป็นมวลทางสังคม ขับเคลื่อนการแผ่ขยายของค่านิยมที่สอดคล้องกับสภาวะทุนชีวิตต่ำตามที่สั่งสมมาตั้งแต่ต้น
เมื่อมวลสะสมถึงระดับหนึ่ง ย่อมก่อให้เกิดสนามโน้มถ่วงทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดผู้คนเข้าสู่ระบบการให้คุณค่าเดียวกัน จนกลายเป็นศูนย์กลางแรงดึงดูดของการจัดระเบียบค่านิยมทางสังคม กำหนดวิถีการผลิต-การบริโภค และการปฏิสัมพันธ์ที่กลายเป็นกระแสหลัก พร้อมทั้งผลิตซ้ำตัวเองอย่างต่อเนื่อง
2. 🌪️☄️🌀 กระแสการกัดกร่อนศักยภาพทางอารยธรรมภายใต้การขาดกลไกกำกับสมดุลเผยนัยต่อความบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยและระบบทุนนิยม
เมื่อสามัญลักษณะของ “สามัญชน” ส่วนใหญ่ในสังคมเป็นผลจากการผลิตประชากรแบบทุนชีวิตต่ำตามที่ได้อธิบายข้างต้น ประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการรับรู้ต้นทุนระยะยาว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกระแสบรรทัดฐานของสังคมภายใต้อิทธิพลของคนส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถกัดกร่อนศักยภาพทางอารยธรรมของมนุษยชาติ
เพราะสิ่งนี้ไม่เพียงเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของระบบระบอบที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นยังบ่งชี้จุดอ่อนของแนวคิดว่าด้วยประชาธิปไตยและทุนนิยมที่ตั้งอยู่บนหลักการ ‘เสรีภาพ’ ในการเลือกของสมาชิกในตลาดทางการเมืองและเศรษฐกิจ
จึงจำเป็นต้องมีกลไกกำกับเพื่อป้องกันการผลิตซ้ำกระแสการสมาทานมาตรฐานต่ำที่จะกำหนดรูปแบบการเลือกด้วย
ภายในงานเสวนา ดอมได้ยกตัวอย่างกระแสวัฒนธรรมการเสพติดน้ำตาลแปรรูปที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งกำหนดวิถีการผลิตและการบริโภคตั้งแต่ในระดับนโยบายทางการเมืองจนถึงระดับปฏิบัติในระบบเศรษฐกิจ โดยส่งผลสืบเนื่องต่อรูปแบบการทำกำไรในอุตสาหกรรม การบั่นทอนทรัพยากรมนุษย์จากภาระทางสุขภาพ ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทางเกษตรกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวที่ถูกขยายแรงจากวัฒนธรรม กล่าวคือเป็นกระแส ”ความฟินแสนหวาน“ ที่มาพร้อมต้นทุนเชิงลบระยะยาวของทั้งสังคมแลกกับความสุขฉาบฉวย ตามแนวคิดเรื่อง ‘Sugary Inferno‘ 🍭🍬🔥 ที่ดอมเคยได้ตั้งข้อสังเกตเพื่อวางกรอบแนวคิดไว้ใน Karma Domina

‘Sugary Inferno‘ 🍭🍬🔥
ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่วางกรอบแนวคิดไว้ใน Karma Domina
3. 👑🌟⚖️ ข้อเสนอการก่อแรงกระเพื่อมของ ⛧ความศักดิ์สิทธิ์แห่งตน⛧ เพื่อมุ่งสู่ความเลิศทุกมิติของสังคมมนุษย์
หากจะให้เป็นวัฏจักรที่เอื้อต่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและการบรรลุศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา ระบบระบอบทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองควรจะตั้งอยู่บนหลักการของเสรีภาพที่มีการกำกับดูแลอย่างรัดกุมเพื่อประสิทธิภาพและความเป็นธรรม เป็นดุลยภาพของประชาธิปไตยและทุนนิยมในลักษณะที่มุ่งเน้นการปลูกฝังและค้ำชู ⛧Divinity of the Self⛧ (ความศักดิ์สิทธิ์แห่งตน) ของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา อย่างเป็นระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน (ดูตัวอย่างข้อเสนอระบบกำกับดูแลที่สอดรับกับแนวคิดนี้ของดอมได้ในบทความเรื่องระบบจริยธรรมการสืบพันธุ์สร้างชีวิต — Procreative Ethics 🧬⚙️💫)
เพราะ ⛧Divinity of the Self⛧ คือสิ่งเดียวซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้คนมีความปรารถนาและมุ่งแสวงหาความเลิศในทุกมิติของชีวิตตน ตั้งแต่องค์ประกอบภายในตัวตนและคุณค่าที่ตนยึดถือสมาทาน รวมถึงทุกสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติอย่างสอดรับกัน ไปจนถึงในสภาพแวดล้อมและสังคมที่ตนใช้ชีวิตอยู่ อย่างพยายามคำนึงถึงต้นทุน-ผลประโยชน์ระยะยาว โดยไม่ยอมรับในสิ่งที่ขัดต่อมาตรฐานและหลักการที่พึงเป็นจากความเข้าใจดังกล่าว เมื่อหยั่งรากลึกถึงขั้วจิตวิญญาณแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลจะเห็นชอบกับสิ่งที่ไม่ดีพอในทุกมิติ รวมถึงการเป็น “สามัญชน” ในสังคมที่ยอมจำนนต่อความธรรมดาอย่างต่ำกว่ามาตรฐานอันพึงเป็น
⛧Divinity of the Self⛧ จะบังเกิดขึ้นได้เฉพาะในผู้ที่ได้รับการก่อกล้ำให้เล็งเห็นคุณค่าในตัวตนของตนเอง ผนวกกับจากการสั่งสมทุนชีวิตที่ทำให้มีสติปัญญามากพอที่จะทำความเข้าใจหลักการแห่งประสิทธิภาพและความเป็นธรรม (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การก่อกล้ำ ⛧Divinity of the Self⛧ ทาง Karma Domina ⚜️🪬🔮💎)

‘Divinity of the Self: The Concoding‘ ⚜️🪬🔮💎
แนวคิดอันเป็นจิตวิญญาณของ Karma Domina
นั่นคืออุดมคติที่ควรเป็น อย่างไรก็ตาม สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันจากระบบวัฒนธรรมการสืบพันธุ์และหล่อหลอมสร้างตัวตนที่เป็นมานั้น มิได้เอื้อต่อการเกิด ⛧Divinity of the Self⛧ จึงมีกระแสมวลชนด้อยคุณภาพและความบกพร่องเชิงระบบดังที่ได้อธิบายข้างต้น
เพราะฉะนั้น ทางแก้จึงทำได้เพียงมุ่งสร้างแรงกระเพื่อมของความ ‘มุ่งเลิศ’ ให้ถึงที่สุด ด้วยการแพร่กระจายของแนวคิด ⛧Divinity of the Self⛧ เพราะบทบาทของสมาชิกในสังคมภายใต้สภาวะเชิงสถาบันที่กดทับต้องถูกขับเคลื่อนจากภายในตัวตน แล้วจึงรวมกันเป็นกระแสแห่งมวลชนผู้ล้วนยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์แห่งตน โดยเป็นความหวังเดียวที่จะพาสังคมเข้าสู่ดุลยภาพใหม่จากเหล่าปัจเจกที่แสวงหาความเลิศในทุกมิติของชีวิตและเข้าใจโครงสร้างต้นทุน-ผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในฐานะสังคมและมนุษยชาติ อย่างเล็งเห็นวงจรวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่
ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติวงจรแห่งการสืบสานความเห่ยห่วยทั้งปวง และสร้างวัฏจักรแห่งการส่งต่ออารยธรรมความเลิศ ให้ควรค่าแก่การถูกทำให้เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาดังเช่นมนุษย์
Find on:


